ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์

piyasawaspเขามักจะได้รับความคาดหวังอย่างสูงเสมอ   เช่นเดียวกับครั้งนี้  สำหรับบทบาทที่ท้าทายอย่างมาก ในฐานะผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่ของบริษัทการบินไทย

 ปิยสวัสดิ์  อัมระนันทน์   มีคุณสมบัติสำคัญ ที่เชื่อกันว่าสามารถทำงานใหญ่ นอกจากในฐานะผู้มีภูมิหลังที่ดี   แล้วยังถึงพร้อมความรู้    และความสามารถการบริหารในเชิงยุทธ์ศาสตร์    แม้ว่านอกจากประสบการณ์ 20   ปี ในฐานะข้าราชการ ผู้มีบทบาทในการการกำหนดยุทธ์ศาสตร์ เกี่ยวกับพลังงานของไทยแล้ว   หลังจากออกจากราชการมาแล้ว เกือบๆ8 ปี  เขายังมาไม่ได้พิสูจน์ในการทำงานใหญ่ ในมิติใหม่ๆ อย่างจริงจัง  

โมเดลชนชั้นนำดั้งเดิม

เขายังคงเป็นคนรุ่นปัจจุบัน ผ่านการศึกษา อย่างดี  เพียบพร้อมด้วยรากเหง้า ของวงศ์ตระกูล  เรื่องราวชีวิตมีตำนาน อย่างมีสีสันมากทีเดียว ถือเป็นโมเดลคลาสสิกของชนชั้นนำดั้งเดิมของไทย 

 เรื่องราวบรรพบุรุษของปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ดูเหมือนด้านมารดาจะมีความสำคัญมาก  ขณะเดียวกันทางด้านบิดาก็น่าสนใจไม่น้อย

 ปรก อัมระนันทน์ บิดาของเขาเป็นนักการทูต และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศในช่วงรัฐบาลเปรมตอนต้นๆ ปรกเป็นบุตรชายของพระยาวิทุรธรรพิเนตุ (โต๊ะ อัมระนันทน์) ซึ่งมีบทบาทมา ในยุคสงครามโลกครั้งสอง พระยาวิทุรฯ จบการศึกษาเนติบัณฑิตไทย และวิชาการด้านกฎหมาย ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา เข้ารับราชการเป็นผู้พิพากษา จนถึงตำแหน่งอธิบดีกรมกฤษฎีกา  หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  ก็ลาออกจากราชการ ลงสมัครเลือกตั้งส.ส. อุทัยธานี ได้เป็น ส.ส. หลายครั้ง

 เรื่องราวทางด้านมารดามีสีสัน และเร้าใจ โดยเฉพาะเรื่องราวความสัมพันธ์กับรัชกาล ที่ 7 และกรณีเสรีไทย โดยเฉพาะกรณี  ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน หรือ “ท่านชิ้น” บุตรคนที่ 9 ของกรมพระสวัสดิวัตนวิศิษฎ์ ในฐานะผู้ผ่านการศึกษาทางทหาร ที่Woolish Military Academy โรงเรียนเดียวกับรัชกาล ที่ 7 และเป็นพี่ชายพระนางเจ้ารำไพพรรณี

 มารดาของปิยสวัสดิ์ เป็นลูกสาวคนแรกของท่านชิ้น –ม.ร.ว.ปิ่มสาย สวัสดิวัตน  ใช้ชีวิตที่อังกฤษนานถึง 15 ปี ส่วนใหญ่อยู่ในช่วง ท่านชิ้นตามเสด็จรัชกาล ที่ 7 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง   เธอจบการศึกษาปริญญาตรี เกียรตินิยม สาขาประวัติศาสตร์ ที่ Oxford University เริ่มทำงาน ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย   ก่อนจะออกมา สอน และเขียนหนังสืออยู่ที่บ้าน เธอถูกฆาตกรรมเสียชีวิตเมื่อปี 2520

 นักเรียนนอก

 ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ เกิดเมื่อปี 2496 เรียนหนังสือในเมืองไทยแค่ ป.7 (โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ) ก็เดินทางไปเรียนต่อ ที่อังกฤษ โดยอาศัยกับน้าสาว ซึ่งแต่งงานกับชาว อังกฤษ (ม.ร.ว.สายสวัสดี ทอมสัน) อย่างต่อเนื่องประมาณ 12 ปี ตั้งแต่ระดับมัธยม   การศึกษาตั้งแต่ระดับมัธยม โดยเฉพาะ ที่สหราชอาณาจักร ถือเป็นโมเดลสำคัญของชนชั้นนำ สืบทอดและพัฒนา มาตั้งแต่ยุคอาณานิคม  ว่าด้วยการสร้างคนเพื่อทำงานในระบบราชการไทย

 เขาเป็นนักเรียนอังกฤษ ถือเป็นโมเดลเดียวกับ อภิสิทธ์ เวชชาชีวะ และกรณ์ จาติกวนิช  เพียงแต่เป็นรุนก่อนประมาณ10 ปี (อ่านในหนังสือ หาโรงเรียนให้ลูก”)

 ปิยสวัสดิ์จบการศึกษา B.A. (First Class Honours) in Mathematics, Oxford University (ทีเดียวกับมารดา อภิสิทธิ์ และกรณ์) และ M.Sc, (Distinction) in Econometrics and Mathematical Economics, London School of Economics จนถึงระดับปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์แรงงานจาก ที่เดียวกัน

 เริ่มต้นทำงาน ในฐานะนักเรียนนอกอีกรุ่นหนึ่งของสังคมไทย  ผ่านประสบการณ์สำคัญของวิกฤติการณ์เศรษฐกิจในยุคหลังสงครามเวียดนาม   เพียงแต่เขาผ่านการศึกษาจากอังกฤษในขณะที่ส่วนใหญ่ จบการศึกษาจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะ MBA

  ช่วงใกล้เคียงกันนั้น บัณฑูร ล่ำซำ กลับจากการศึกษาจากสหรัฐฯ (MBA Harvard) มาทำงาน ที่ธนาคารกสิกรไทย   ประสาน ไตรรัตน์วรกุล จบการศึกษาปริญญาเอกจาก Harvard เข้าทำงาน ที่ธนาคารชาติ หรือช่วง เดียวกับทายาทตระกูลเลี่ยวไพรัตน์ จบการศึกษาด้านวิศวกรรมจากสหรัฐ   มาสร้าง อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย

 เมื่อเปรียบกับรุ่นสำคัญก่อหนน้านั้น  กลับมาเมืองไทย ก่อนหน้ารุ่นปิยสวัสดิ์ ประมาณ10 ปี   ส่วนใหญ่เรียนMBA   ต่อมามีบทบาทมากโดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ อาทิ ชุมพล   ณ ลำเลียง (ปี2512) ศิวะพร ทรรทรานนท์ (2513)    ธารินทร์   นิมมานเหมินทร์ (2513) ปรีดิยาธร เทวกุล (2513) และ เอกกมล คีรีวัฒน์ (2514

 และเหตุการณ์ ที่เขา คงจำได้ดี ในปี 2523  คือ การประกาศขึ้นราคาน้ำมัน 3 บาท/ลิตร ของรัฐบาลเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ส่งผลรัฐบาลล้มครืน    ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ เริ่มต้นทำงานในช่วงวิกฤติการณ์ ทางเศรษฐกิจของภูมิภาคครั้งร้ายแรงครั้งหนึ่ง ที่ต่อเนื่องยาว นาน (2524-2528) อันได้รับผลกระทบมาจากวิกฤติการณ์น้ำมัน วิกฤติการณ์ตลาดหุ้นในฮ่องกง ลามมาจนถึงวิกฤติการณ์การเงินของไทย

 ข้าราชการพิเศษ

แม้ว่าประสบการณ์สำคัญมาจากระบบราชการ   แต่ถือเป็นประสบการณ์พิเศษที่แตกต่างจากจินตนาการที่ว่าด้วยการทำงานราชการทั่วไป

 ปิยสวัสดิ์ อัมระนันท์ เป็นข้าราชการไทย ที่ประสบความสำเร็จมากคนหนึ่ง ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงด้วยวัยยังน้อยมาก แต่ ที่สำคัญไปกว่านั้น เขาเป็นข้าราชการไทยเพียงไม่กี่คนที่มีบทบาทในการกำหนดนโยบายสำคัญ (Strategic Policy) โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงานไทย อย่างเบ็ดเสร็จภายในเวลาเพียง 7-8 ปี แม้อยู่ภายใต้แรงเสียดทาน ที่รุนแรง

 โดยเริ่มทำงานครั้งแรก ที่สภาพัฒน์ฯ ปี 2523 เป็นปีเดียวกับ ที่ ดร.เสนาะ อูนากูล กลับเข้ามาเป็นเลขาธิการอีกครั้ง

ในกองวางแผนส่วนรวม ในช่วง ที่พิสิฎฐ ภัคเกษม เป็นผู้อำนวยการในช่วงท้ายๆ จากนั้น ไม่กี่เดือน  พิสิฎฐ ภัคเกษม ก็ขึ้นตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการ

 ชีวิตการทำงาน ที่สภาพัฒน์ฯ นับว่าโลดโผนพอสมควร ในช่วงระบบเศรษฐกิจมีปัญหามาก มีการจัดระบบโครงสร้างเศรษฐกิจ  สภาพัฒน์ฯ มีบทบาทอย่างสูง เรื่องราวนโยบายเศรษฐกิจใหม่ๆ  และบังเอิญทีมงานต้องทำงานเรื่อง เหล่านี้ ก็มีปิยสวัสดิ์รวมอยู่ด้วยเสมอ เรื่องหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับเขาตลอดมาก็คือ การศึกษาการรับโอนกิจการโรงกลั่น น้ำมันจากซัมมิต กลายมาเป็นบริษัทบางจากปิโตรเลียม เมื่อปี 2528

 จากสถานการณ์เลวร้าย จากวิกติการณ์น้ำมัน นักวางแผนรัฐบาลเริ่มมองภาพรวมของวิกฤติการณ์ และผลกระทบของพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน  เห็นภาพรวมทางยุทธ์ศาสตร์ในการบริหารนโยบายในเรื่องนี้  จึงเกิดขึ้น อันเป็นที่มา ของการจัดระบบองค์กร เพื่อดูแล และบริหารนโยบายพลังงานโดยตรงในเวลาต่อมา

 หน่วยงานดูแลนโยบายพลังงานของไทยเกิดขึ้น และพัฒนาไปในช่วงปี 2529-2543 ถือเป็นการพัฒนาการทางความ คิดอย่างเป็นระบบของปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์อย่างแยกไม่ออก

 เวลาในช่วงแรก (2529-2535) ถือเป็นช่วงในการสร้างระบบ และกลไกต่างๆ ของหน่วยงานใหม่ของรัฐ  ปิยสวัสดิ์เข้ามาในชื่อ สำนักคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.) ปลายปี 2529 โดยเขาเป็นเลขาธิการคนแรก  ผลงานสำคัญชิ้นแรกๆ ของเขาก็คือ นโยบายน้ำมันลอยตัว ซึ่งถือเป็นงานชิ้นแรกๆ ระดับนโยบาย ที่สร้างผลสะเทือนระดับกว้างของหน่วยงานนี้ ถือเป็นกรณีศึกษา ที่สำคัญของนโยบายด้านพลังงานของไทยเลยทีเดียว

 ว่าด้วยสายสัมพันธ์

ตรรกะของผมในความพยายามอรรถาธิบาย เน้นความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องมา  ทั้งนี้ความเชื่อพื้นฐานไม่ได้มองสายสัมพันธ์ในเชิงลบ

 ปิยสวัส์ดิ์ถูกมองว่าได้รับการสนับสนุนอย่างดี ตั้งแต่เริ่มการทำงานที่สภาพัฒน์ โดยเสนาะ อูนากูล   และสามารถทำงานว่าการด้วยยุทธ์ศาสตร์ด้านพลังงานของประเทศ อย่างต่อเนื่อง  ในช่วง  ปีของ รัฐบาลเปรม ติณสูลานนท์   นักวิชาการเรียกช่วงนั่นว่า”ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ” หลายคนจึงใช้ตรรกะนี้ เชื่อมโยงกับตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงาน (9 ตุลาคม พ.ศ. 2549 – 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551) ในช่วงคมช.ไปอย่างช่วยไม่ได้

 อีกช่วงหนึ่ง  เขาพยายามจะก้าวพ้นงานเดิม สู่งานท้าท้ายใหม่     ในช่วงพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล        ขณะนั้น(ปี2543)สาวิตต์ โพธิวิหค อดีตเพื่อนร่วมงานที่สภาพัฒน์ฯ เป็นรัฐมนตรีสำนักนายกฯ ดูแลกรมประชาสมพันธ์ ได้ย้ายเขามาเป็นอธิบดี ถือเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างมาก

 ในเวลานั้นกรมประชาสัมพันธ์กำลังเผชิญกับสถานการณ์ใหม่  ไม่ว่าจะเป็นกฎ กติกาใหม่ไปจนถึงสถานการณ์ของความผันแปรของสื่อทั้งในระดับโลกและเมืองไทย   ปิยสวัสดิ์   ได้รับการคาดหมายว่าจะทำงานปรับโครงสร้างกรมทีดูอนุรักษ์นิยมนี้   แต่น่าเสียดายเขาไม่ได้ทำงานในเวลาที่นานเพียงพอ 

 ในช่วงรัฐบาลทักษิณ  ชินวัตร เป็นช่วงที่น่าอึดอัดอย่างมาก  เขาใช้เวลาในกรมประชาสัมพันธ์ไปเพียง  6เดือน (1 ต.ค.2543-17 เม.ย.2544) ก็ถูกย้ายมาทำงานเดิม หลังจากนั้นถูกย้ายไปที่ สำนักงานนายก ก่อนที่ถูกย้ายไปสภาพัฒน์ ในที่สุด เขาจึงตัดสินใจลาออก (2 ม.ค.2546)

 แน่นอน ภาพความสัมพันธ์นี้  ย่อมเชื่อมโยงมาถึงตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทการบินไทย ที่เขาจะเริ่มต้นในเต้นเดือนพฤศจิกายนนี้

 บริษัทการบินไทย กำลังเผชิญวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ จากวิกฤติการณ์ของโลก กระทบตอ่การเดินทางโดยเครื่องบิน ไม่เพียงวิกฤติการณ์น้ำมัน  เท่านั้น การบินไทยขาดทุนครั้งใหญ่ ว่าตามทฤษฎีการบริหารธุรกิจสมัยใหม่ แล้ว การบินไทยต้องการ”ผ่าตัด” ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่     การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารในขณะนี้ถือเป็นจังหวะที่เหมาะ การบินไทยต้องการคนมีประสบการณ์ในการทำงานที่ท้าท้ายที่ว่านี้     ปิยสวัส์ดิ์ อัมระนันท์ น่าจะเหมาะสม

 อีกด้านหนึ่งแม้ว่าการบินไทยจะเป้นบริษัทมหาชน และจดทะเบียนในตลาดหุ่นแต่ผู้ถือหุ้นใหญ่ ยังเป็นกระทรวงการคลัง ซึ่งมีกรณี จาติกวนิช   เป็นรัฐมนตรี   ความคาดหวังครั้งอีกครั้งจึงเกิดขึ้น   ดูเหมือนสอดคล้องกับความคาดหวังเมื่อ10 ปีที่แล้ว ที่กรมประชาสัมพันธ์มากทีเดียว

 ความท้าทายใหม่

 แต่การบินไทย แตกต่างจากกรมประชาสัมพันธ์อย่างมาก

 แม้จะถือหุ้นโดยรัฐบาล แต่ต้องยอมรับว่าบริษัทการบินไทยเป็นธุรกิจ อยู่ท่ามกลางการแข่งขันที่ดูเดือดในระดับโลก  เป็นกิจการที่ต้องการมาตรฐานในทุกเรื่องระดับโลก แต่เผชิญ เป็นกิจการที่สะท้อนภาพ เป็นดัชนีของความเป็นไปของศูนย์กลางอำนาจในสังคมไทย  

 การขาดทุนครั้งใหญ่ครั้งแรก  เป็นดัชนีที่บ่งบอกความผันแปรอย่างใหญ่หลวงทั้งระดับโลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมไทย

 โดยทั่วไป คุณสมบัติทั่วไปของปิยสวัสด์ เหมาะมาก ในฐานะที่อยู่ศูนย์กลางผู้มีอิทธิพลดั้งเดิมของสังคม  ในฐานะผู้มีประสบการณ์   ในการบริหารชิงยุทธ์ศาสตร์ เหมาะมาก สำหรับการบินไทย อยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาล ในฐานะที่มีประสบการณ์ในราชการ  การบินไทยต้องการผู้บริหารที่สายตาระดับโลก เขาก็มีคุณสมบัติเช่นนั้น

 ในทางธุรกิจ แม้ ปิยสวัสด์ ในฐานะเป็นข้าราชการมากว่า 20 ปี ย่อมจะต้องปรับตัวเข้ากับประสบการณ์ใหม่ในเรื่องธุรกิจเป็นพิเศษ   อย่างไร ประสบการณ์หลังจากออกจากระบบราชการ ในตำแหน่งประธานบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย 3ปี ในช่วงกลุ่มธนาคารกสิกรไทยปรับตัวครั้งใหญ่   คงช่วยเขาได้บ้าง 

 หากไม่มีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้   เช่นที่เกิดขึ้น กับเขามาก่อน เช่น กรณีกรมประชาสัมพันธ์ จนถึงการลาออกจากราชการ แล้ว     ปิยสวัสดิ์ กับการบินไทยจะเป็นเรื่องยาวที่น่าติดตามอย่างยิ่ง

ตีพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 25กันยายน -1  ตุลาคม2552

RELATED STORIES

50ปีการบินไทย

ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ Technocrat-Strategist

Thai elite model

นักเรียน สหราชอาณาจักร

About these ads

No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 1,017 other followers