พาลูกไปเล่นสกี

ski1เมื่อเราต้องเดินทางไปในช่วงกลางฤดูหนาว  ผมพูดทีเล่นทีจริงกับลูกๆว่าคงไม่มีอะไรทำดีไปกว่าการเล่นสกี  พวกเขายึดถือเป็นเรื่องจริงจังขึ้นมาทันที  ในที่สุดโปรแกรมเล่นสกีจึงกลายเป็นHighlightของการเดินทางครั้งนี้

 

ตั้งแต่เตรียมการอย่างเจาะจง ใช้เวลาที่สกีภูเขามากที่สุดของการเดินทางท่องเที่ยว แม้ว่าการเดินทางได้จบลงไปแล้ว ลูกๆก็ยังพูดถึงอยู่เสมอ   ที่สำคัญ กลายเป็นthemeของสารคดีท่องเที่ยวนิวซีแลนด์ตอนใหม่ แตกต่างจากตอนแรก ไม่ว่าเป็นประสบการณ์และบทเรียนชีวิตใหม่ๆหลากหลายมิติ

เราเคยไปนิวซีแลนด์ครั้งแรกเมื่อ3ปีก่อน นอกจากเป็นการท่องเที่ยวในต่างประเทศของครอบครัวครั้งแรกแล้ว ยังถือโอกาสไปการไปดูโรงเรียนให้ลูกด้วย(อ่าน“พาลูกไปเที่ยว ไปดูโรงเรียน”) เมื่อต้นปีที่ผ่านมา บุตรชายคนโตอายุ12ขวบได้เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาที่นั่น ในระยะใกล้เคียงกันบุตรชายคนเล็กอายุ9ขวบ จำต้องย้ายโรงเรียนจากระบบการศึกษาไทยไปอยู่โรงเรียนนานาชาติระบบอังกฤษในประเทศไทย ด้วยเหตุผลง่ายๆให้พวกเขาที่โอกาสปิดเทอมตรงกันบ้าง ชีวิตครอบครัวของเราสามารถดำเนินไปอย่างปกติตามสมควร

การเดินทางครั้งนี้ตรงกับช่วงปิดเทอมใหญ่โรงเรียนนานาชาติในบ้านเราซึ่งคร่อมกับการปิดเทอมกลางปีประมาณ2สัปดาห์ของโรงเรียนนิวซีแลนด์   แผนการจึงกำหนดขึ้นล่วงหน้าอย่างตายตัว  แม้ภรรยาของผมจะรู้สึกลำบากใจบ้าง   เผอิญช่วงนั้นบริษัทที่เธอทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่   ข่าวtake overกิจการด้านพลังงาน คึกโครมระดับโลกเกิดขึ้นในช่วงนั้นพอดี เธอบอกว่าบางครั้งอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์บนเครื่องบิน มีสีสันกว่าเรื่องเล่าผ่านโทรศัพท์ทางไกลข้ามประเทศเสียอีก

นอกจากถือโอกาสไปเยี่ยมบุตรคนโต สมาชิกครอบครัวมีโอกาสอยู่พร้อมหน้าและท่องเที่ยวด้วยกันเกือบ20วันแล้ว   ขากลับส่งลูกเข้าโรงเรียนตอนเปิดเทอม เราตั้งใจใช้เวลาอีกสัก2-3วัน ดูชีวิตความเป็นอยู่ของนักเรียนประจำ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการติดตามผลการศึกษาให้รอบด้านขึ้น เราได้มีโอกาสร่วมประชุมผู้ปกครอง พบปะสนทนากับครูใหญ่ ครูประจำวิชา  Housemaster(ครูผู้ดูแลหอพัก) แม้กระทั่ง Matron(แม่บ้าน ประจำหอพัก) ฯลฯ ถือเป็นการปิดท้ายการเดินทางที่เป็นการเป็นงานทีเดียว

การเดินทางครั้งใหม่แตกต่างจากครั้งที่แล้วประการหนึ่ง ตรงที่เรามีเวลามากกว่าเลยตั้งใจเที่ยวทั่วทั้งเกาะเหนือและเกาะใต้   ได้นัดหมายให้บุตรคนโตนั่งเครื่องบินขนาด20ที่นั่งจากเมืองขนาดกลางของเกาะใต้มาพบกันที่ Auckland International Airport จากนั้นการเดินทางด้วยรถยนต์ที่ไกลที่สุดของครอบครัว ด้วยระยะทางมากกว่า 4,000กิโลเมตร จึงเริ่มต้นขึ้น

การเดินทางครั้งก่อน ผมกำหนดแผนการค่อนข้างละเอียด จากการศึกษาหาข้อมูลด้วยตนเองอย่างมากมาย  เสมือนเป็นการเดินทางของผมคนเดียวที่นำภรรยาและบุตรพ่วงไปด้วย   ความคิดของผมตกผลึกมากขึ้น การเดินทางท่องเที่ยวของครอบครัว ควรเป็นกระบวนการแชร์ความคิด ความเข้าใจ เป้าหมายและความต้องการของสมาชิกในครอบครัว  เป็นการท่องเที่ยวที่มีคุณค่ามากกว่าการเดินทางของคนๆเดียว

โปรแกรมการเดินทางครั้งใหม่จึงยืดหยุ่นตามสถานการณ์   ผมบอกกับพวกเขาว่า แผนการส่วนตัวของผมมีอยู่อย่างเดียว  เมื่อมีโอกาสแวะเมืองที่มีโรงเรียนมัธยมและหรือมหาวิทยาลัย ผมขอแวะดู ความจริงแล้วนอกจากจะหาข้อมูลเพิ่มเติมในฐานะผู้เขียนหนังสือ“หาโรงเรียนให้ลูก”ในใจผมอยากให้บุตรทั้งสองมีจินตนาการเชื่อมโยงจากโรงเรียนถึงมหาวิทยาลัยบ้าง แต่ผมก็ไม่ได้บอกพวกเขาตรงๆ

ผมตัดสินใจยกเลิกแผนการส่วนตัวอีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นWine Tourที่ชื่นชอบ ไม่บังคับให้ลูกต้องเข้าพิพิธภัณฑ์อันเป็นสูตรสำเร็จฯลฯ  แม้กระทั่งจะนั่งร้านกาแฟRobert Harris  ว่ากันว่าเป็นภาพสะท้อนไลaสไตล์ใหม่ของกีวีที่มีความเป็นอเมริกันมากขึ้น เชนร้านกาแฟนิวซีแลนด์บุคลิกใหม่เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด  ในขณะที่การดื่มชาแบบอังกฤษดั่งเดิมคงซ่อนตัวอย่างเงียบๆในบ้าน   ผมอยากสัมผัสบรรยากาศการต่อสู้ระหว่างร้านกาแฟท้องถิ่นกับเชนใหญ่ระดับโลกอย่างStarbucksซึ่งแข่งขันกันเปิดสาขาในจำนวนพอๆกันประมาณ40แห่ง ด้วยประสบการณ์ตรง แต่ผมก็เลือกเฝ้ามองอยู่ห่างๆ

จะว่าผมไม่ได้ศึกษาข้อมูลการการเดินทางท่องเที่ยวคราวนี้เลย ก็ไม่เชิง มีอยู่เรื่องหนึ่งก็คงเดากันได้   มันเป็นความจำเป็น สกีเป็นเรื่องใหม่ที่เราไม่มีความรู้มาก่อน อย่างไรก็ตามได้พบว่า แง่มุมที่เป็นจริงซับซ้อน มีสีสันมากกว่าการศึกษาก่อนการเดินทางพอสมควร

ski2ในที่สุดเราเลือกจะไป Cardrona Alpine Resortอยู่ระหว่าง Queenstown กับWanakaที่เกาะใต้ซึ่งเป็นศูนย์กลางแหล่งสกีที่ดีที่สุดของนิวซีแลนด์ ลูกๆบอกว่าพวกเขาต้องการไปถึงจุดหมายให้เร็วที่สุด การเดินทางสู่เป้าหมายอีก1500กิโลเมตรแผนการที่ยืดหยุ่นเริ่มต้นในทันที  โดยช่วงแรกใช้เวลาเพียง4วันพร้อมๆกับการ“ขี่ม้าชมสวน”บนเกาะเหนือ จากนั้นตะบึงอีก2วันบนเกาะใต้   เราผ่านเมืองสำคัญๆตามรายทาง จาก Aucklandผ่านHamiltonค้างคืนที่Rotoruaผ่านTuapoค้างคืนที่ TurangiและWellington จากนั้นต้องข้ามฟากด้วยเรือเฟอร์รีไปเกาะใต้  เริ่มเดินทางต่อทันทีจากPictonค้างคืนKaikouraโดยขาไปตัดสินใจไม่แวะChristchurch แล้วขับรถช่วงไกลที่สุดจนค่ำที่Dunedinใช้เวลาอีกค่อนวันก็ถึงจุดหมายของบุตรชายทั้งสอง

ที่จริงการท่องเที่ยวเกาะเหนือในกลางฤดูหนาวไม่ค่อยสะดวกและสนุกนัก  เราเจอฝนเกือบตลอดทาง ไม่ว่าจะเป็น AucklandหรือRotorua เผชิญลมแรงที่ริมทะเลสาบTaupoและที่ Windy Wellington ซึ่งเป็นNicknameของWellington เมืองหลวงนิวซีแลนด์

อย่างไรก็ตาม มีเหตุการณ์ตื่นเต้นอยู่บ้างเหมือนกัน ในช่วงขับรถผ่านDesert road วิวข้างทางด้านขวามือเป็นเทือกขาวที่มีหิมะปกคลุม ภาพแหล่งสกีสำคัญของเกาะเหนือสร้างบรรยากาศเร้าใจพอสมควร และแล้วเร้าใจขึ้นอีกเมื่ออุณหภูมิลดต่ำมาก มีป้ายจราจรเตือนให้ระวังหิมะและน้ำค้างแข็งเป็นระยะๆ แล้วสัญลักษณ์แปลกๆปรากฏที่หน้าปัทม์รถยนต์  สังเกตว่าเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า4องศามีสัญญาณไฟสีเหลืองรูปหิมะขึ้น(ต่อมาอ่านคู่มือรถยนต์แปลว่าหิมะอาจตก)ทำเอาตกใจกันพอประมาณ  ยิ่งเมื่อลงต่ำกว่า0องศาจะกลายเป็นสัญญาณสีแดง(หิมะอาจตกมากที่สุด แต่ความจริงไม่ได้ตก)อีกด้วย  ที่สำคัญเราต้องรีบจัดการกับระบบอุณหภูมิในรถให้สัมพันธ์กับอากาศภายนอก  มิฉะนั้นจะขับรถด้วยความลำบากเพราะหมอกเกาะกระจกหน้าอย่างรวดเร็วจนมองไม่เห็นทาง

การศึกษาคู่มือรถยนต์ก่อนการขับรถในฤดูหนาวในต่างประเทศจึงจำเป็นอย่างมาก ประสบการณ์การขับรถของคนไทยที่ถือชำนาญที่สุดในโลกชาติหนึ่งใช้กับประสบการณ์ใหม่นี้ไม่ได้ทั้งหมด  ผมเคยอ่านสารคดีขับรถเที่ยวนิวซีแลนด์มาหลายเรื่อง(ส่วนใหญ่มิได้ขับในช่วงฤดูหนาว)มักเล่าต่อๆกันว่า หากมีน้ำค้างแข็งเกาะกระจกรถยนต์ในตอนเช้า ผู้เขียนมักเสนอแนะก่อนการเดินทางให้ใช้น้ำอุ่นราดจึงจะละลายได้   ความจริงรถยนต์ชั้นดีทั่วไปในประเทศนี้ มีระบบละลายน้ำค้างแข็งหรือหิมะที่เกาะกระจกรถอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องลงแรงขนาดนั้นเลย

เราเพิ่งรู้ว่าช่วงที่เราเดินทางนี้มิใช่low seasonโดยเฉพาะในเมืองที่มีแหล่งสกี เรียกได้ว่าเป็นhigh seasonด้วยซ้ำ   ช่วงเวลาปิดเทอมกลางปีของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยในนิวซีแลนด์ ถือป็นเทศกาลเล่นสกีอันตื่นเต้นและคึกคักของชาวกีวี แหล่งสกีเกือบ20แห่งทั่วประเทศเปิดอย่างพร้อมเพรียงกัน   เรามีบทเรียนมาแล้วครั้งหนึ่งที่เกาะเหนือความคิดที่ว่าพักเมืองเล็กค่าที่พักมักจะถูกกว่าเมืองใหญ่ไม่ถูกต้องเสมอไป   เราไม่รู้ละเอียดว่าTurangiเมืองขนาดเล็กที่ดูสงบแต่เป็นเมืองน่าอยู่นั้น อยู่ใกล้ ski fieldของเกาะเหนือมากที่สุด นอกจากราคาไม่ถูกแล้ว กว่าจะหาที่พักได้ต้องใช้เวลาจากบ่ายถึงค่ำ  เหตุการณ์ทำนองเดียวกันซ้ำรอยอีกครั้งจนได้ที่Queenstown

ประสบการณ์การเดินทางในช่วงฤดูใบไม่ร่วงครั้งก่อน(ต้นเดือนเมษายนถึงปลายเดือนพฤษภาคม)แตกต่างจากการเดินทางในช่วงกลางฤดูหนาว(ฤดูหนาวของประเทศแปซิฟิกใต้อยู่ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน)มากทีเดียว แม้เราจะหาที่พักจนได้ แต่ก็ต้องนอนห้องStudioในคืนแรก แล้วจึงขยับมาเป็นfamily unit(2ห้องนอน)ตามปกติในวันต่อๆมา

ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่า ลูกจำเป็นต้องเล่นสกี(สำหรับตนเองไม่มีความคิดจะเล่นแม้แต่น้อย)ผมไม่ได้เกรงว่าใครจะว่าใช้ชีวิตที่ดัดจริต แต่ผมคิดว่าสกีมิใช่กีฬาของคนไทย ที่ประเทศของตนเองแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีฤดูหนาว  ต้องเสียเวลา เสียเงินเรียนแล้วโอกาสได้เล่นมีน้อยมาก  มันจะคุ้มหรือ ดูมันเรียนยากพอควรนะลูก แค่ไปดูๆแล้วถ่ายรูปน่าจะพอ  ลูกไม่ได้โต้แย้งกับผมโดยตรงเด็กให้เหตุผลจากการกระทำพวกเขามุ่งมั่นและตั้งตารออย่างใจจดใจจ่อ  เด็กๆไม่มีคำพูดที่ยืดยาวเช่นผู้ใหญ่อย่างเรา แต่ที่แน่ๆพวกเขาทำให้เรารู้ว่า มีแรงบันดาลใจการเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างกล้าหาญ พร้อมเผชิญความท้าทายทั้งๆที่ไม่เคยมีประสบการณ์ แม้มีโอกาสเพียงช่วงเวลาสั้นๆ

หลังการเดินทางครั้งนี้แล้วผมมาคิดได้ว่า ผู้ใหญ่มักมีกรอบในเรียนรู้ด้วยความอคติ  ความกลัวและอ้างอิงประสบการณ์ตนเองอย่างหยาบๆ  ในขณะที่เด็กๆมีความฝันมีแรงบันดาลใจที่เป็นประกาย เป็นการเรียนรู้เพื่อเข้าใจตนเอง ปรับตัวเองเข้ากับประสบการณ์ใหม่ๆ  ยิ่งผมได้อ่านบทความของครูใหญ่โรงเรียนที่บุตรคนโตเรียนด้วยแล้วยิ่งกินใจ  เขาอ้างหนังสือเล่มที่ผมยังไม่ได้อ่านFathering from the Fast Laneเขียนโดย Bruce  Robinson มีเนื้อหาตอนหนึ่งที่คมคาย“Children  need  to  be  accepted  and  supported  as  individuals  regardless  of  their  academic  success,  physical  ability , sporting  prowess,  personality ,  moods,  morals  or  beliefs.  This acceptance is often difficult for high-achieving fathers.” ผมยอมรับในทันทีว่าผมคงไม่ใช่พ่อที่เรียกว่า”ประสบความสำเร็จอย่างสูง”

ski5Cardrona  Alpine Resortเป็น ski fieldยอดนิยมและมีขนาดใหญ่ ได้ชื่อว่ามีบรรยากาศที่สวยงามเหมาะสำหรับครอบครัว เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับเด็กโดยเฉพาะมากกว่าที่อื่นๆ   ผมใช้เวลาศึกษาพอสมควรกว่าจะตัดสินใจเลือกที่นี่ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางที่ไม่ยากจนเกินไป มีโปรแกรมการสอนสำหรับfirst timerที่น่าสนใจ   อย่างไรก็ตามก่อนการเดินทางประมาณ1เดือนเศษก็ต้องลุ้นว่าจะเปิดบริการทันเวลาที่เราไปถึงหรือไม่  ปีนี้อากาศนิวซีแลนด์ร้อนกว่าปกติ หิมะตกช้ากว่าฤดูหนาวปีก่อนๆski fieldหลายแห่งต้องเลื่อนเวลาเปิดออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า  ปกติแล้วมักเปิดกันประมาณกลางเดือนมิถุนายน แต่เอาเข้าจริงส่วนใหญ่เปิดกันประมาณกลางเดือนกรกฎาคม เราโชคดีที่ว่าไปถึง Cardronaเปิดบริการแล้ว

นอกจากนี้ต้องอาศัยโชคอีกด้วย เนื่องจากเรามีเวลาค่อนข้างจำกัด โอกาสพลาดการเล่นสกีย่อมมีมาก ถ้าในวันนั้นอากาศไม่ดี การปิดเปิดสกีภูเขา ตัดสินใจกันวันต่อวัน ดังนั้นก่อนออกเดินทางในตอนเช้าควรต้องเช็คสภาพSki fieldให้ดีเสียก่อนจะได้ไม่เสียเที่ยว   นักท่องเที่ยวประเภท“ขี่ม้าชมสวน”เช่นพวกเรา ต้องทำใจกับกฎข้อนี้  นับว่าเราโชคดีแม้ว่ามีปัญหาบ้าง  แต่การเรียนการเล่นของลูกๆก็เป็นไปตามแผน

บรรยากาศที่Queenstownในฤดูหนาวคึกคักกว่าตอนปลายฤดูใบไม้ร่วงมากทีเดียว เมืองเล็กๆมีฉากหลังเป็นเทือกเขาที่เต็มไปด้วยหิมะ  ผู้คนมีสีสันด้วยเสื้อผ้ากันหนาว  ร้านรวงเปิดกันต้อนรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่เช้าจรดค่ำ   โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวกับเล่นสกีร้านเรียงรายตลอดแนวถนนใจกลางเมือง  คนหนุ่มสาวเดินไปเดินมาขวักไขว่เข้าออกตลอดเวลา  หลายคนเพิ่งลงมาจากski fieldอยู่ในชุดนักเล่นสกี  เปรอะหิมะ บางคนหอบหิ้วเครื่องเล่นสกีหรือsnowboardมาด้วย  ภรรยาของผมตาไวเสมอในเรื่องที่เกี่ยวกับเงินๆทองๆ  เธอบอกว่าค่าเช่าอุปกรณ์สกีที่นี่ถูกกว่าบนski fieldเป็นเท่าตัว  ดูเหมือนเป็นการเรียนรู้สิ่งใหม่เรื่องหนึ่งของพ่อแม่ที่รวดเร็วกว่าลูกๆ เราตัดสินใจเช่าอุปกรณ์ที่จำเป็นจากที่ร้านเหล่านี้ซึ่งไม่มีความยุ่งยากเลย

เท่าที่สังเกต เราพบนักท่องเที่ยวชาวเอเชียมีเพียงวัยรุ่นญี่ปุ่นกลุ่มเดียวบนCardrona พวกเขาและเธอพยายามสนทนาภาษาอังกฤษที่ฟังดูไม่ค่อยจะเอาไหน เดาเอาว่าคงเพิ่งมาเรียนที่นี่ ทว่ากลับเล่นsnowboardกันเก่งไม่แพ้ชาวกีวี ส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทยเราไม่เจอเลยซึ่งแตกต่างจากการเดินทางเที่ยวที่แล้วเจอกันแทบทุกเมืองที่เราไปเยือน บางครั้งก็รู้สึกแปลกแยกอยู่เหมือนกันที่เป็น”หัวดำ”ไม่กี่คนที่นั่นโดยเฉพาะที่ ski field

เป็นครั้งแรกผมขับรถบนถนนที่มีความยากลำบากที่สุดก็ว่าได้  แม้คิดว่าได้เลือกski fieldที่เดินทางไม่ยากนัก แต่ก็นับว่าหนักหนากว่าที่จินตนาการไว้พอควร  การเดินทางเริ่มต้นจาก Queenstownไปสัก20กิโลเมตร ก็เริ่มไต่เทือกเขา  นอกจากจะเป็นถนนสองเลนเล็กที่รถสวนกันค่อนข้างยากแล้ว ถนนเส้นนั้นหักศอกไต่เชิงเขาติดต่อกันหลายลูกหากอยู่เลนนอก ผมมักไม่มองลงไปยังหุบเขาเบื้องล่างที่ลึกอย่างน่ากลัว  แต่ก็ยังไม่น่าหวาดเสียวเท่าช่วงที่เข้าเขตski field ถนนช่วงนั้นยาวกว่า10กิโลเมตรเป็นดินลูกรังแคบๆ หากคุณได้ดูสารคดีRoyal tourทางDiscovery channelสารคดีท่องเที่ยวนิวซีแลนด์(นำมาฉายซ้ำ2ปีแล้ว)นำเที่ยวโดยนายกรัฐมนตรีHelen Clarkมีตอนหนึ่งขับรถบนถนนลูกรังที่แคบและชัน ผมว่าไม่แตกต่างจากที่เส้นทางสู่ Cardrona  ski fieldเท่าใดนัก

ผมขับรถพาลูกๆออกจากเมืองในเช้าตรู่ วันที่อากาศหนาวอุณหภูมิ-2ในเมืองและ-6บนภูเขา  วันนี้ท้องฟ้าสีน้ำเงินดูสดใสสวยงาม เราชะล่าใจไม่เช็คสภาพอากาศบนภูเขา  เมื่อไปถึงทางเข้าถนนลูกรังซึ่งถือเป็นปากทางเข้าCardrona ski field เจ้าหน้าที่เรียกรถทุกคันแล้วถามว่า”คุณมีโซ่ติดรถมาด้วยหรือเปล่า วันนี้อาจมีหิมะตก”  เมื่อผมพยักหน้า เธอจึงโบกมือให้ผ่านไปได้ด้วยดีขณะที่อีกหลายคันต้องจอด เสียเวลาเช่าโซ่จากตรงนั้น

โซ่(Snow chains)มีไว้สวมล้อรถในขณะที่ขับบนถนนที่มีหิมะตกหรือถนนปกคลุมด้วยหิมะซึ่งผมได้ความรู้ใหม่ว่า กรณีใช้โซ่นั้นต้องมีหิมะหนาพอสมควร คนที่ปัญหาเกี่ยวกับ“ปอด”อย่างผมย่อมเตรียมพร้อมไว้แล้ว   มีเกร็ดอยู่เรื่องหนึ่งที่ควรรู้หากคุณเช่าที่อื่น(โดยเฉพาะทางเข้า ski field)จะเสียค่าเช่าแพงกว่าบริการเสริมของรถเช่าถึง2-3เท่าทีเดียว

จากนั้นผมค่อยๆขับตามรถคันอื่นๆเป็นกระบวนต่อกันยาวนับกิโลเมตรทยอยกันขึ้นเขา  ถนนค่อนข้างแฉะและลื่นมากๆในบางช่วง โชคดีที่นานๆจะมีรถสวนสักคัน เราจึงสามารถใช้ทางได้กว้างกว่าปกติ  ยิ่งขึ้นสู่ภูเขาสูงมากขึ้นเท่าใดอากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว  ก้อนเมฆลอยอยู่ต่ำมากในที่สุดเราก็ขับไปในบริเวณที่ปกคลุมด้วยเมฆหนา เมื่อใกล้ถึงที่หมายเหมือนหมอกลงจัดที่มองเห็นไม่เกิน 50เมตร ที่สำคัญลมก็ค่อนข้างแรงอีกด้วย ประสบการณ์ครั้งแรกของเราดูจะไม่ราบรื่นนัก

แต่ลูกๆของเราก็สามารถเข้าคอรสเรียนSnowboardได้ เนื่องจากบริเวณที่เรียนอยู่ใกล้กับตัวรีสอร์ทและมีครูดูแลตลอดเวลา ขณะที่นักเล่นทั่วไปเริ่มทยอยกลับกัน  ลานสกีย่อยและLiftหลายแห่งที่ไกลออกไปถูกสั่งปิดกะทันหัน ผู้คนอัดแน่นกันในร้านอาหารของรีสอร์ต ซึ่งมีอยู่3แห่ง อากาศหนาวเย็นกว่าปกติ จากนั้นไม่นานหิมะก็เริ่มตก อย่างไรก็ตามคอร์สการเรียนก็ยังดำเนินต่อไปจนจบ

การขับรถขากลับต้องระมัดระวังเป็นพิเศษหิมะตกมาลงบนถนนพอสมควรเพียงทำให้ถนนลื่นมากกว่าตอนขามา  แต่ก็ยังไม่พอจะต้องใช้โซ่ ยิ่งขับตามรถที่ไปก่อนนับสิบคันด้วยแล้ว ก็ยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวัง เพราะถนนถูกบดให้เละมากขึ้น  ผมถูกแนะนำให้ใช้เกียร์ต่ำด้วยความเร็วไม่เกิน40กิโลเมตรต่อชั่วโมง

มันช่างตรงกันข้ามกับวันต่อมาอย่างสิ้นเชิง  ท้องฟ้ามืดครึ้มปกคลุมเมือง Queenstownเราใจคอไม่ค่อยดีเกรงว่าอากาศจะเลวกว่าเมื่อวาน  แต่เมื่อเช็คก็ได้รับคำตอบว่าski fieldเปิดตามปกติเราไม่ใคร่จะวางใจอยู่ดีเพราะรู้ดีว่าอากาศเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา   ครั้นเมื่อขับรถมาเข้าถึงปากทางเข้าแหล่งสกี เจ้าหน้าที่กลับส่งยิ้มกว้างพร้อมโบกมือให้เราขับรถเข้าไปโดยไม่สนใจไถ่ถามเหมือนวันวาน  ยิ่งเมือขับรถสูงขึ้นไปบนยอดเขาเมฆที่มองเห็นแต่แรกลอยอยู่ต่ำกว่าเรามาก ท้องฟ้าเหนือski fieldสดใสสวยงาม หิมะปกคลุมส่องแสงสีขาวกระจ่าง มองนานๆจะแสบตา  จึงเข้าใจเหตุผลที่นักเล่นสกีทุกคนต้องสวมแว่นกันแดดสีชา  วันนี้อากาศดีมากไม่หนาวจนเกินไปและเป็นวันที่สนุกมากๆสำหรับลูกๆเพราะเขาเริ่มเล่นsnowboardเป็นแล้วตั้งแต่บ่ายวานนี้ พวกเขาบอกว่าจะขออยู่เล่นจนกว่า ski fieldปิดเลยทีเดียว ผมกับภรรยานั่งรอลูกโดยยึดห้องอาหารของรีสอร์ตบางแห่งสามารถมองเห็นการเล่นของพวกเขาอย่างชัดเจน  เรามิใช่สามีภรรยาคู่เดียวที่ทำเช่นนั้น แม้แต่ชาวกีวีเองก็มีหลายคู่ที่นั่งอ่านหนังสือและเฝ้าดูลูก หลายคนลงไปถ่ายรูปและให้กำลังใจลูกเป็นระยะๆเช่นเดียวกันเรา บางคนสนทนากับเรา เล่าประสบการณ์การเล่นสกีให้ฟังอย่างเป็นกันเอง บางคนก็มากันเป็นกลุ่มใหญ่ เด็กๆ เรียนคอร์สเบื้องต้น  พ่อแม่และปู่ย่ามาด้วย  พบว่าคนอายุ50กว่าปียังมีไฟเล่นสกีกันไม่น้อย นี่คือประเทศที่ได้ชื่อผู้คนให้ความสำคัญกับกีฬากลางแจ้งมากที่สุดประเทศหนึ่ง

ski3ผมกับภรรยาเรียนรู้ว่าเมื่อเรามีลูกที่ยังเป็นเด็ก เราคงต้องทำตัวกระฉับกระเฉงต้องปรับตัวเข้ากับพวกเขา ต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆบ้างในบางครั้ง  การปรับตัวของเรามีเป้าหมายที่เด่นชัดตามประสาพ่อแม่ทั่วไปซึ่งแตกต่างจากเด็กๆที่เป็นตัวของเขาเอง มีเป้าหมายเฉพาะของพวกเขาเอง  ผมต้องขับรถไกลที่สุดในชีวิต ต้องใช้ความกล้าในการดั้นด้นไปในที่ยากลำบากที่ตนเองไม่เคยทำมาก่อน  ขณะที่เรายอมให้ลูกท้าทายกับสิ่งใหม่ๆ ขณะเดียวกันเรา(โดยเฉพาะภรรยา)ก็มักจะสอนลูกให้เข้าใจถึงการใช้ชีวิตอย่างสมเหตุสมผลจากตัวอย่างจริง ลูกๆก็ควรเรียนรู้จากเราด้วยเช่นกัน

ภรรยาของผมมักจะเรียนรู้และมีบทเรียนเรื่องเงินๆทองๆที่ดีเสมอในฐานะนักการเงิน  วันแรกเมื่อเราค้นพบว่าอาหารและเครื่องดื่มที่รีสอร์ทแพงมาก เธอบอกผมว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย  เธอวิเคราะห์ว่าค่าขนส่งก็ไม่ได้ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นขณะเดียวกันสังเกตเห็นว่าผู้คนชาวกีวี จำนวนไม่น้อย เตรียมอาหารมาทานกันเอง   เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าชาวกีวีนิยมทานบะหมี่สำเร็จรูปเช่นเดียวกับคนเอเชียผู้คนซึ่งฝังหัวว่าตนเองเป็นยุโรปคงเรียนรู้เช่นกันว่า ในวันที่พวกเขาสนุกกับกิจกรรมกลางแจ้งนั้น อาหารแบบเอเชียบางอย่างเหมาะกับพวกเขามากที่สุด  ห้องอาหารSki fieldเองก็มีน้ำร้อนไว้บริการฟรีด้วย   ไม่ต้องสงสัยเลยในวันต่อมาเราได้เตรียมอาหารของเรามาเอง ไม่ว่าจะเป็นบะหมี่หรือน้ำอัดลมโดยไม่ยอมเสียเงินแม้แต่เหรียญเดียว

เราซื้อMulti-day first-time package(snowboard)ให้บุตรทั้งสองสำหรับ2วัน รวมทั้งค่าใช้สถานที่(lift)ครูสอน 2วัน ประมาณ5 ชั่วโมงและค่าอุปกรณ์ (ไม่รวมชุดเสื้อผ้า  หมวกกันน็อก  แว่นกันแดด ซึ่งเราเช่ามาจากในเมือง)ไว้ด้วยกัน

ลูกๆต้องการเรียนSnowboardซึ่งดูโลดโผน ท้าทาย และเล่นยากกว่าสกีพอสมควร“มันเป็นกีฬาที่ใช้ร่างกายทุกส่วนได้อย่างสมดุล”ลูกๆบอกกับแม่เช่นนั้น เมื่อถูกถามว่าการเล่นski กับsnowboardแตกต่างกันอย่างไร พวกเขาเข้าไปอยู่ในกลุ่มที่ไม่เคยเล่นมาก่อนมีทั้งผู้ใหญ่จนถึงเด็ก แต่ส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุระหว่าง8-15ปีกลุ่มละประมาณ 5-6คน

ลูกของเราเป็นเพียงเด็กต่างชาติ 2คนที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่   ครูสอนสกีคงไม่ได้เรียนการสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็กที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่2เป็นแน่ และย่อมไม่สามารถจะมาดูแลเด็กไทย2ski4คนเป็นกรณีพิเศษได้   เราถือโอกาสนี้ทดสอบความสามารถภาษาอังกฤษของลูกด้วยผมคิดว่า ทั้งสองสอบผ่านด้วยดี

ภายใต้เงื่อนไขและสถานการณ์ที่เท่าเทียมกัน พิสูจน์ให้เห็นว่าเด็กไทยมิได้มีปัญหาความสามารถ โดยเฉพาะการเรียนรู้เมื่อเทียบมาตรฐานระดับโลก ทั้งๆที่พวกเขาเป็นคนต่างชาติทั้งอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยเมื่อเทียบคนอื่นๆทั้งหมดอีกด้วย เพียงไม่ถึงครึ่งวันพวกเขาก็สามารถเล่นได้เองบางระดับ  ผมเองไม่อยากจะบอกว่าลูกของเราเรียนรู้ได้เร็วกว่าคนอื่นๆโดยเฉลี่ยด้วยซ้ำ

ผมคิดว่า พวกเขามีชีวิตแห่งการเรียนรู้อย่างท้าทายในโลกทีมีความหลากของเผ่าพันธุ์ เช่นเดียวกับเด็กไทยยุคจากนี้ไป โดยทั่วไปคงไม่อยู่เฉพาะในสถานการณ์บนSki fieldที่นานๆจะมีโอกาสสักครั้งเท่านั้น

แม้จะยอมรับว่า โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าที่คิดไว้ แต่คนรุ่นเรามักมองโลกยุคใหม่ด้วยความวิตกและหวาดกลัวเสมอ   บางคนอรรถาธิบายว่าอาจจะมาจากประสบการณ์ทั้งชีวิตของคนรุ่นเรา ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้เงาของ Anglo-Saxons ผมไม่อยากเชื่อเช่นนั้นแต่ก็ไม่สามารถหาคำอธิบายที่ดีกว่าได้

ลูกๆย่อมไม่เหมือนคนรุ่นเรา พวกเขาสามารถเรียนรู้ ต่อสู้และปรับตัว กับโอกาสที่เปิดกว้าง  แม้ความท้าทายจะเพิ่มมากขึ้น แต่พวกเขาก็พร้อมเผชิญหน้า ด้วยความรู้ ความสามารถ และที่สำคัญด้วยความกล้า ขอแต่เพียงคนรุ่นเราพยายามเข้าใจพวกเขาให้มากขึ้น สนับสนุนพวกเขาอย่างเต็มกำลัง

นี่คือความเชื่ออันหนักแน่นของผม

ตีพิมพ์ครั้งแรก นิตยสารผู้จัดการ  ตุลาคม 2548

 

1 comment so far

  1. บอส on

    ผมก็ว่านะคนไทยมีความสามารถ ผมก็เป็นเด็กคนหนึ่งที่อยู่ต่างประเทศ ตอนที่โรงเรียนพาห้องพวกผมไปเล่นเล่นสกี ตอนแรกกลัวแทบตาย นะ เเต่ไปๆมาๆเก่งกว่าพวกในห้องซะงั้น ถ้าไม่เชื่อมาที่ประเทศสวิสก็ได้


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s