โรงเรียนมัธยมในออสเตรเลีย

อีกประเทศหนึ่งทีมีการศึกษาระบบอังกฤษที่ผูกพันกับสังคมไทยมายาวนาน และเป็นทางเลือกใหม่ สำหรับคนรุ่นใหม่ในสังคมที่ผ่านมา   โดยเฉพาะหลังสงครามโลกครั้งที่2 เป็นต้นมา และมีแนวโน้มมากขึ้น ในช่วงเศรษฐกิจไทยเฟื่องฟูในสงครามเกาหลี  กลุ่มคนที่เกิดขึ้นใหม่ในทางเศรษฐกิจ ในช่วงนี้หรือ แม้กระทั่งชนชั้นนำเดิมในยุคก่อนๆที่มีโอกาสน้อยลงที่จะส่งลูกหลานไปเรียนอังกฤษ หรือ สหรัฐ ก็หันมาที่นี่   ด้วยเหตุผลสำคัญที่ต้นทุนที่ถูกกว่า

เท่าที่ผมมีหลักฐานจะพบว่าคนแรกๆที่ผานโรงเรียนมัธยมในประเเทศออสเตรีเลย ก็คือชนชั้นนำหรือตระกูลที่เคยส่งลูกหลานไปเรียนที่อังกฤษมาเป็นทอดๆมา

ราชนิกูล

ม.ร.ว.  เกษมสโมสร เกษมศรี ได้เข้าเรียนที่Geelong Grammar School*ในราวปี2490 ก่อนที่จะเดินทางไปเรียนที่อังกฤษ เช่นเดียวคนรุ่นก่อนของตระกูลเกษมศรี

Geelong Grammar School(GCS) เป็นโรงเรียนแห่งหนึ่งที่สำคัญที่ผูกกันกับคนไทยต่อเนื่องมาในปัจจุบัน เป็นนิยมของชนชั้นนำในปัจจุบันนี้ด้วย นอกจากม.ร.ว.เกษมสโมสร  ซึ่งเป็นการนักทูต จนถึงปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และเคยร่วมรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน เป็นถึงรองนายกรัฐมนตรี แล้วก็ตามมาด้วย พชร อิศรเสนา ณ อยุธยา อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์  ตามไปเรียนที่นี่ ในราวปี2492   และมาถึงเกษม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา  อดีตปลัดระทรวงวิทยาศาสตร์ บุตรชายหม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์  อดีตเลขาธิการสภาพัฒน์ฯ ต่อมาบทบาทในฐานะกรรมการบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ในช่วงการเปลี่ยนแปลงสำคัญจากผู้บริหารต่างชาติมาเป็นคนไทย นอกจากนี้ยังเป็นองคมนตรีด้วย  เป็นอีกคนในวงราชการ ที่เติบโตถึงขั้นสูงสุดของตำแหน่งข้าราชการประจำ มาเรียนที่โรงเรียนแห่งเดียวกันนี้ในราวปี2495

ทั้งนี้ยังรวมถึงสมาชิกในราชวงศ์ด้วย ท่านมุ้ยหรือหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ผู้สร้างภาพยนต์ไทยเรื่องใหญ่ อย่าง สุริโยไท ก็ผ่านโรงเรียนแห่งนี้  รวมไปถึง มีชัย วีระไวทะยะ ซึ่งภรรยาเป็นราชนิกูล เขาเป็นศิษย์เก่าGCSคนสำคัญในปัจจุบัน ปัจจุบันGCSกลายเป็นโรงเรียนชั้นหนึ่งของออสเตรเลียที่เข้ายากมากขึ้น  ว่ากันว่าหากใครต้องการส่งบุตรหลาน มีมีชัย แนะนำก็จะมีโอกาสมากขึ้น  มีชัย วีระไวทยะ เข้าเรียนที่นี่เมื่ออายุ13ปีในปี2497  จากนั้นก็เข้าเรียนที่ University of Melbourne

โรงเรียนเจ้าฟ้า

ที่มีความหมายสำหรับการศึกษาระดับมัธยมศึกษาของคนไทยในประเทศออสเตรเลีย ปรากฏในเอกสารของสถานทูตที่ใช้เผยแพร่จะมีข้อความว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เคยทรงเข้าศึกษาระดับมัธยมที่King  School ,Paramatta ในปี2513-2514 ก่อนจะทรงศึกษาระดับปริญญาตรีด้านการทหารในประเทศเดียวกันนี้ต่อไป  ทั้งนี้ก่อนนั้นประมาณ5ปี  สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งมาเลเซียทรงส่งพระโอรส3พระองค์มาศึกษาที่นี่ด้วย

ทุกวันนี้King School  เป็นที่รู้จักกันดี ในผู้คนในสังคมไทย เพราะมีนักเรียนไทยค่อนข้างประจำในโรงเรียน อาทิ นาวี บุตรสุนทร บุตรชายคนเดียวของทวี บุตรสุนทร อดีตรองผู้จัดการใหญ่เครือซีเมนต์ไทย เคยมาเรียนเมื่อไม่นานมานี้  ก่อนจะเป็นเรียนวิศวกรรมการระดับปริญญาตรีที่University of Sydney และระดับปริญญาโทที่Stanford University ในสหรัฐ

ทายาทนักธุรกิจ

ในซีกของเอกชนไทยสนใจเรียนที่ออสเตรเลียในระยะใกล้เคียงกัน เท่าทีผมมีหลักฐาน เริ่มด้วยกิตติรัต ศรีวิสารวาจา บุตรชายของพระยาศรีวิสารวาจา ซึ่งเคยเป็นนักเรียนดีเด่นของDulwich College ของอังกฤษ และเป็นคนเอเชียคนแรกที่ได้ปริญญาเกียรตินิยมอันดับ1ของOxford ตัดสินใจส่งลูกมาเรียน Melbourne Grammar School** กิตติรัต ต่อมาได้เป็นผู้บริหารกิจการนำสินค้าสมัยใหม่เข้ามาขายในประเทศไทย นั่นคือบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล เอนยิเนียริง(ไออีซี)ต่อมาภายหลังกิจการนี้มีปัญหาได้ขายกิจการให้เครือซิเมนต์ไทย ต่อมาเครือซิเมนต์ก็ขายกิจการออกไป เพราะถือว่าไม่ใช่ธุรกิจสำคัญ  กิติรัตเข้าเรียนในราวปี2491 

สุกิจ ปัจฉิมสวัสดิ์ ผู้บริหารธุรกิจกลุ่มกมลสุโกศล มาเรียนที่เดียวกันนี้ในปี2505 กลุ่มกมลสุโกศล เป็นกลุ่มธุรกิจนำสินค้าต่างประเทศมาขาย โดยในปี2502ได้เป็นตัวแทนรถยนต์มาสด้า แห่งญี่ปุ่นเป็นเวลามาประมาณ40ปี จนถึงวิกฤติการณ์เศรษฐกิจในปี2540นี้ กิจการรถยนต์มาสด้าในประเทศไทย จึงตกอยู่ในการบริหารของต่างชาติ  กลุ่มกมลสุโกศล ก่อตั้งโดยกมล สุโกศล(2456-2534) สุกิจ ปัจฉิมสวัสดิ์ เป็นลูกเขยของกมล ที่เข้ามามีบทบาทในการบริหารกิจการค้ารถยนต์มาสด้า

โรงเรียนอื่นๆที่สัมพันธ์กับสังคมธุรกิจไทยก็มี  The Armidale  School ซึ่งมีนิทรรศการมาหานักเรียนในประเทศไทยทุกปี สมบัติ พานิชชีวะ *มาเรียนในโรงเรียนแห่งนี้ในราวปี2498

สมบัติ พาณิชชีวะเป็นหลานของเกียรติ ศรีเฟื่องฟุ้ง ผู้แสวงหาโอกาสได้อย่างมากมายในช่วงหลังสงครามครั้งที่สอง ด้วยการร่วมมือกับผู้มีอำนาจทางการเมืองในขณะนั้น โดยเฉพาะกลุ่มราชครู สมบัติมีบทบาทในารบริการกิจการ่วมทุนกับญี่ปุนในการผลิตกระจกรายแรกของเมืองไทย นั่นคือบริษัทกระจกไทยอาซาฮี ในช่วงหลายปี ก่อนที่บุตรชายของเกียรติ จะจบการศึกษา จากนั้นสมบัติก็มาสร้างโครงการทางยกระดับบนถนนวิภาวดีรังสิต ในโครงการดอนเมืองโทลเวย์

ลูกๆส่วนใหญ่ชิน โสภณพนิช เติบโตขึ้นในยุคสร้างตัว  สร้างธนาคารกรุงเทพใหม่ๆ หลายคนถูกส่งมาเรียนที่ออสเตรเลียในช่วงราวปี2500เป็นต้นมา  เริ่มตั้งแต่ชาญ  โชติ    ชัย  และชดช้อย   ทั้งชาญ  โชติ และชดช้อย ล้วนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีที่ Sydney University  เท่าที่มีหลักฐาน ชัย โสภณพนิช *** บุตรชายคนที่5เคยเข้าโรงเรียนมัธยมที่ Knox Grammar School ในปี2505  ก่อนจะข้ามไปเรียนจบปริญญาตรีที่สหรัฐอเมริกา  ต่อมาชาญบอกกับผมว่า นอกจากเขาแล้วที่โรงเรียนนี้แล้ว ยังมีชาญ และโชติ พี่ชายของเขาด้วย ส่วยชดช้อยเรียนที่ออสเตรเลียเหมือนกันแต่เป็นโรงเรียนประจำผู้หญิง  Ravenswood School  for Girls ไม่ใกลจากโรงเรียนพี่ชายน้องชาย ชัยให้เหตุผลในการเลือกเรียนที่Knox Grammar Schoolว่า บิดาของเขา(ชิน โสภณพนิช) ได้รับคำแนะนำจากผู้บริหารCorrespondent Bank ของธนาคารกรุงเทพที่ออสเตรเลีย  ส่วนลูกชายคนเล็ก เชิดชู  โสภณพนิช เติบโตในช่วงบิดามีฐานะมั่นคง จึงถูกส่งไปเรียนที่สหราชอาณาจักร  ในระดับมัธยมที่ Millfield School โรงเรียนชั้นนำโรงเรียนหนึ่งที่Somerset  ในราวก่อนปี2510 ทำให้เขามีโอกาสเขาศึกษาระดับปริญญาตรีที่London School of Economics &Political  Science อันมีชื่อเสียงด้วย

ปัจจุบันยังมีโรงเรียนที่เพิร์ท รัฐทางซีกตะวันตกของออสเตรเลียที่คนไทยนิยมไปเรียนในเนื่องจากเป็นบริเวณที่อยู่ใกล้เมืองไทยมากที่สุด และภูมิอากาศก็คล้ายเมืองไทยมาก   โดยเฉพาะ Guildford Grammar School โรงเรียนใหญ่แห่งหนึ่งที่มักจะมาแสดงนิทรรศการหาคนไทยไปเรียนอย่างสม่ำเสมอ  อภิชาต จูตระกูล  ก็ผ่านโรงเรียนแห่งนี้ก่อนจะไปเรียนระดับสูงต่อไปในสหรัฐ

อภิชาต จูตระกูลคือทายาทนักธุรกิจเก่าก่อนสงครามโลกครั้งสองที่สร้างกิจการค้าแร่ดีบุกในนามยิบอินซอย ด้วยการร่วมทุนกับตระกูลยิบอินซอย นอกจากนี้มีความสัมพันธ์เครือญาติกับตระกูลลำซ่ำด้วย  เขามาบุกเบิกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้ไม่นาน(กลุ่มบริษัทแสนสิริ)ก็ประสพอุปสรรคใหญ่หลวงจากวิกฤติการณ์ปี2540 ปัจจุบันกิจการของเขากลายเป็นกิจการอสังหาริมทรัพย์ที่ร่วมทุนกับต่างชาติรายแรกๆของเมืองไทย

ความจริงแล้วการศึกษาในออสเตรเลียในราว20-30ปีที่แล้วถูกมาก คนไทยบางส่วนที่เป็นข้าราชการหรือลูกจ้างระดับสูง  แต่รายได้ไม่สูง มักจะส่งบุตรหลานมาเรียนที่นี่ เช่น นพพร พงษ์เวช บุตรชายของวารี พงษ์เวช อดีตผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  วารีมีประสพการณ์การเรียนในต่างประเทศ โดยเฉพาะญี่ปุ่น    นพพร พงษ์เวช ถูกส่งไปเรียนที่ บริสเบน รัฐควีนสแลนด์ของออสเตรเลีย ซึ่งถือว่าเป็นที่ที่ค่าครองชีพถูกกว่าที่เมืองใหญ่อื่นๆ อย่างซิดนีย์ เมนเบอร์น และแคนเบอร่า The Scots PGC College  ซึ่งถือว่าเป็นโรงเรียนที่ดีแห่งหนึ่งในรัฐนี้  จากนั้นนพพร ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนมหาวิทยาลัยของรัฐชั้นดี ที่ค่าเล่าเรียนถูก University  of Oregon, Eugene(ปัจจุบันค่าเล่าเรียนยังถูกว่ามหาวิทยาลัยเอกชนดังๆประมาณเท่าตัว)  ในที่สุดนพพร ถือเป็นคนที่มีประสพการณ์ที่โชกโชนคนหนึ่ง เริ่มต้นด้วยในฐานะลูกจ้างคนไทยที่ก้าวหน้ามากในยุดนั้นของธนาคารซิตี้แบงก์ และมีโอกาสได้ทำงานโลดโผนมากมาย

นอจากนี้ คนกลุ่มคนไทยกลุ่มหนึ่งแสวงหาโอกาสที่ดีและเหมาะสมในการศึกษาในประเทศนี้  เมื่อประมาณ10ปีเศษมานี้ สนธิ ลิ้มทองกุล  ชัยอนันต์ สมุทวนิช และกนก อภิรดี(ผู้อำนวยการใหญ่การบินไทย) ได้ส่งบุตรชายไปเรียนที่เมืองเล็กๆในตอนเหนือของรัฐควีนแลนด์  Whitsunday Anglican  School อยู่ที่เมืองMackay ที่เป็นไร่อ้อย และชายฝั่ง อยู่ตรงแนวGreat Barrier Reaf   โรงเรียนแห่งนี้ก่อตั้งมาเพียงประมาณ20ปีเท่านั้น แต่ถือเป็นโรงเรียนเอกชนที่ดีของย่านนี้  ที่สำคัญค่าเล่าเรียนยังถือว่าค่อนข้างถูกเมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนเอกชนในออสเตรเลีย ปีละประมาณ20,000เหรียญ ออสเตรเลีย(ปี2005)

แม้แต่ยืนยง โอภากุลหรือแอ๊ด คาราบาว   ซึ่งเป็นนักธุรกิจเพลงเพื่อชีวิตที่มีฐานะดีคนหนึ่ง ได้ส่งบุตรชายไปเรียนโรงเรียนมัธยมในกรุงเมลเบอร์น หลังจากเรียนชั้นต้นจากโรงเรียนนานาชาติในบ้านเรา เขาบอกว่า บุตรของเขากับเพื่อนๆหาโรงเรียนเอง ได้แก่  Westbourne Grammar school  โรงเรียนเอกชน ที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งที่มีผลการเรียนดีพอสมควร

 เชิงอรรถ

*จากหนังสือ”ข้าราชการระดับริหาร “ โดยสมศักดิ์ ชูโต(ปี2530)  ระบุไว้ว่า”Geelong Church of England Grammar School,Cario,Victoria”  ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเป็นโรงเรียนที่ประเทศไหน แต่มีความรู้อยู่ว่า Geelong Grammar School ที่ออสเตรเลียเป็นที่รู้จักของคนไทยมานาน  จึงเริ่มหาข้อมูลจากตรงนั้น พบว่า โรงเรียนนี้ถือว่าเป็นโรงเรียนของChurch of England หรือAnglican  อยู่ในรัฐVictoriaของออสเตรเลีย  ส่วนชื่อCario เป็นCampus สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมปลาย 

 **จากหนังสือ”ภูมิหลังนักธุรกิจไทย “ โดยสีดา สอนศรี(ปี2531) ระบุไว้ว่า “เมลเบอร์น ไฮสกูล ประเทศออสเตรเลีย” ผมไม่ได้สอบถามข้อมูลโดยตรง  โดยเข้าใจเองว่าน่าจะเป็นโรงเรียนที่ชื่อMelbourne Grammar School ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำด้วย 

สมบัติ พานิชชีวะ

เกิด 1 เมษายน 2478 บิดา เจริญ  มารดา เฮียง

การศึกษา

ประถมศึกษา   โรงเรียนสารสิทธิ์วิทยา ราชบุรี

มัธยมศึกษา      The Amidale School , New South Wales ,Australia

อุมดศึกษา     B.Sc, Tasmania University, Australia

 เขาเริ่มทำงานเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ที่ออสเตรเลีย  จานั้นกลับประเทศไทย เป็นนายช่าง โรงกลั่นน้ำมันพลังงานทหารที่บางจาก ซึ่งโรงกลั้นต่อมากลายเป็นของบริษัทบางจากปิโตรเลี่ยม  จนถึงปี2506 จึงเข้าทำงานในบริษัทกระจกไทยอาซาฮี ซึ่งเป็นกิจการร่วมทุนระว่างตระกูลศรีเฟื่องฟุ้ง กับญี่ปุ่น โดยที่เขาเป็นเครือญาติของศรีเฟื่องฟุ้ง ทำงานอยุที่นานจนเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่  รวมอายุทำงานบริษัทราว30ปี  ก่อนจะออกมาสร้างและบริหารโครงการยกระดับดอนเมืองโทลเวย์

***ชัย โสภณพนิช  เกิด 21 พฤศจิกายน 2486  เรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมตอนต้นที่โรงเรียนเซ็นต์คาเบรียล จนถึงอายุ11ปีหรือปี2496 จากช่วงนั้นไม่นานชิน โสภณพนิช  ถูกการเมืองเล่นงานต้องจากเมืองไทยปบริหารธนาคารกรุงเทพที่ฮ่องกงช่วงหนึ่ง(2501-2507)  ชัย โสภณพนิชถูกส่ง

เข้าโรงเรียนประจำที่ออสเตรเลีย นานถึง9ปี(2586-2505) จากนั้นไปเรียนบริหารธุรกิจที่ University of Colorado   เขากลับมาเมืองไทย ในช่วงชิน โสภณพนิชกลับมาบริหารธนาคารกรุงเทพอย่างเต็มตัวอีกครั้ง ในช่วงที่ลุกๆเติบโตขึ้นและจบการศึกษา จึงเกิดกระบวนการแบ่งงานกันขึ้น เข้าเข้าดูแลในบริษัทกรุวงเพประกันภัย จากตำแหน่งผู้จัดการแผนกการลงทุนในปี2511 เขาใช้เวลาเพียง8ปี ก็เป็นกรรมการผู้จัดการ(ปี2519)  และอีก2ปีถัดก็ควบตำแหน่งประธานกรรมการ ซึ่งเป็นช่วงชิน กำลังจะลุกเข้บริหารกิจการต่างอย่างเต็มตัว

หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล

เกิด 29 พฤศจิกายน 2485

การศึกษา

มัธยมศึกษา  Geelong Grammar School ,Australia

อุดมศึกษา   UCLA  วิชาโทภาพยนต์

 เริ่มฝึกงานที่ Meriam V Cooper , Los Angeles  ,USA  กลับเมืองไทยเป็นช่างภาพ ให้กับละโว้ภาพยนต์ของพระองค์เจ้าอนุสรณ์มงคลการ พระบิดา พร้อมๆกับงานเขียนบทและกำกับละครโทรทัศน์  จนถึงปี2516  จึงเริ่มกำกับภาพยนต์เรื่องแรก “มันมาบความมืด”และ”เขาชื่อกานต์” ประสพความสำเร็จด้วยดี จากนั้นก็ทำ

งานนี้อย่างต่อเนื่อง จนถึงปี2544 กับภาพยนต์ยิ่งใหญ่”สุริโยไท”

Advertisements

1 comment so far

  1. Santikorn Pakdeesettakul on

    Thank you for sharing krub.


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s