เกษตรกรรมสองกระแส

ผมคิดว่าจากนี้ไป เกษตรกรรมของไทย จะค่อยๆกลับมาได้รับความสนใจมากขึ้น โดยมิได้เริ่มต้นจากพลังของรัฐ  หากมาจากเอกชนทั้งระดับองค์กร และปัจเจก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประเมินศักยภาพและพัฒนาการภาพรวมที่อาจเรียกว่า บูรณาการเกษตรกรรม 

ในมิติสำคัญ เกษตรกรรมได้สร้างโอกาสและทางเลือก ประหนึ่งพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดของสังคมไทยก็ว่าได้ ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา แม้ผู้คนจะมองเห็นแต่ข้อจำกัด  เกษตรกรรมไม่มีสัมปทาน ไม่มีใบอนุญาตที่ต้องวิ่งเต้น   มีแต่โอกาสและทางเลือกที่หลากหลาย  ซึ่งยิ่งจะมีมากขึ้นในยุคใหม่    โดยเนื้อแท้อาจเทียบเคียงกับยุคดั้งเดิมเกษตรกรรมเป็นทุกอย่างที่สัมพันธ์กับการดำเนินชีวิตของผู้คน เพียงแต่ว่า ชีวิตในสมัยนั้นดำเนินไปอย่างเรียบง่ายกว่ายุคนี้

 แนวคิดของบทความให้ความสำคัญ  แนวทางการพัฒนาเกษตรกรรมหลักของสังคมไทยที่เริ่มต้นอย่างจังจังในช่วงการขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าวเพื่อการส่งออก ตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง  จนถึงความหวังใหม่เกษตรอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก ขณะเดียวกันก็มองไปยังกระแสการพัฒนาใหม่  ซึ่งก่อตัวอย่างเงียบ ๆ จนยากในการอรรถาธิบาย โดยเชื่อว่าจะเป็นพลังสำคัญสำหรับอนาคต  ความพยายามอรรถาธิบายมุ่งเน้น จินตนาการ  ความคิดสร้างสรรค์  จากพื้นฐานความรู้ และวัฒนธรรมชุมชนเกษตรกรรม  จนถึงการจัดการสมัยใหม่

 กระแสหลัก

ข้าว-สินค้าส่งออก

พื้นฐานที่สุดของเกษตรกรรมไทย  คือการทำนาผลิตข้าว แม้จะมีปัญหามากมาย ชีวิตชาวนาดูเหมือนไม่ดีขึ้นเลยในหลายทศวรรษมานี้ นับตั้งแต่ข้าวเป็นสินค้าออกจากอันดับหนึ่งของประเทศ    แม้ว่าลดความสำคัญลงไปบ้างในยุครับจ้างผลิตสินค้าตะวันตก   แต่ไทยก็ยังครองฐานะผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลกต่อเนื่องมา

“ในปี 2490 องค์การอาหารเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization: FAO) แนะนำให้รัฐบาลไทยลงทุนในโครงการชลประทานเพื่อควบคุมระดับน้ำในพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

ในปี.2495 ธนาคารโลกตกลงให้กู้ในโครงการดังกล่าว คือ โครงการ The Greater Chaophraya Project ประกอบด้วยเขื่อนขนาดใหญ่ที่ชัยนาททางด้านบนของพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และคลอง กั้นน้ำ ประตูน้ำ เขื่อนดิน และอ่างเก็บน้ำเป็นระยะ ๆ เพื่อช่วยปรับระดับน้ำในพื้นที่ราบลุ่ม ภายหลังการสร้างเขื่อนเจ้าพระยาเสร็จ มีส่วนขยายเนื้อที่ปลูกข้าวออกไปในเขตใหม่ ๆ โดยในพื้นที่การชลประทาน ชาวนาสามารถปลูกพันธุ์ข้าว ก.ข. ( International Rice Institute ที่ฟิลิปปินส์คิดค้นขึ้น ) รัฐบาลตั้งสถาบันวิจัยเพื่อทดลองปลูกข้าว และพัฒนาพันธุ์ผสมให้เหมาะกับสภาพในประเทศไทย  ปลายทศวรรษ 2500 ข้าวพันธุ์ ก.ข. ปลูกกันทั่วไปในเขตชลประทาน

เขื่อนเจ้าพระยาเป็นเขื่อนทดน้ำขนาดใหญ่ สร้างเมื่อปี.2495 แล้วเสร็จเมื่อ ปี.2500 ใช้เพื่อทดน้ำส่งน้ำให้พื้นที่ The Greater Chaophraya Project รวม 17 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท นครสวรรค์ อุทัยธานี สุพรรณบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี นครปฐม สมุทรสาคร ปทุมธานี นนทบุรี กทม. นครนายก สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา ” (สรุปความ จาก ผาสุก พงษ์ไพจิตร และคริส เบเกอร์ เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ. เชียงใหม่: สำนักพิมพ์ตรัสวิ่น 2539)

 นี่คือช่วงเริ่มต้นสำคัญของข้าวไทยในบทบาทส่งออก และคงความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยเสมอมา

 ซีพี-โมเดลเกษตรกรรมยุคใหม่

“แม้ว่าซีพีเริ่มต้นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่วิวัฒนาการทางธุรกิจอย่างจริงจังเกิดขึ้นในอีก3ทศวรรษต่อมา ทศวรรษแรก เริ่มต้นธุรกิจอย่างจริงจังหลังสงครามโลกครั้งที่สอง การค้าระหว่างประเทศเปิดฉากขึ้น ด้วยเครือข่ายที่แข็งแรงของชาวจีนโพ้นทะเล โดยเฉพาะระหว่าง จีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกงและไทย   เริ่มต้นจำหน่ายเมล็ดพันธ์พืช  ปุ๋ย  ยาปราบศัตรูพืช และ อาหารสัตว์   ทศวรรษที่2 เริ่มต้นอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ครั้งแรกในประเทศไทย  และทศวรรษที่3  ได้ค้นพบและสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ในอุตสาหกรรมการเกษตร สร้างผลสะเทือนไปทั่วชนบทไทย  ด้วยสิ่งเรียกว่า Contract farming   เป็นแนวคิดการขยายตัวทางธุรกิจโดยอาศัยโมเมนตัมทางสังคม  แรงขับดันการพัฒนาการผลิตอาหารเชิงการค้า   แรงบันดาลใจนั้น มาพร้อมกับแรงกดดันทางสังคมระดับหนึ่ง ซีพีปรับตัวได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยการสร้างโอกาสใหม่ในต่างประเทศ  ในเวลานั้นไม่มีใครไม่รูจักซีพี ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารของไทย และมีความพยายามขยายตัวในระดับภูมิภาคอย่างจริงในฐานะธุรกิจไทยรายแรกๆ    ท่ามกลางกระแสที่กล่าวถึงซีพีว่า เป็น ธุรกิจผูกขาด มาพรอมๆกับบทบาทในฐานะผู้นำการปฏิวัติการผลิตอาหาร”(จากเรื่อง “อิทธิพลซีพี)

อิทธิพลของฝรั่ง 

เรามักจะหลอกตัวเอง จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม  โดยเฉพาะการอ้างอิงความคิดชาตินิยม  เช่นว่าเกษตรกรรมไทย เป็นมรดกของชาติไม่ควรให้ต่างชาติเข้ามาใช้ประโยชน์(ผมคิดคำว่า  “ใช้ประโยชน์” มีความหมายมากกว่าการถือครองที่ดินด้วย) ความจริงแล้วหลังจาก The Greater Chaophraya Project เกิดขึ้นจากคำแนะนำของฝรั่ง    จากนั้นฝรั่งเข้ามีบทบาทเกษตรกรรมของไทยอย่างต่อเนือง

ผมเคยเขียนเรื่องนี้มานานแล้ว   ว่าในเนื้อหา(Content) ของเกษตรกรรมไทย ไม่มีมีเพียง Local content     หากเมื่อพิจารณาต้นทุนการผลิตแล้ว สังคมไทยต้องจ่ายเงินตราต่างประเทศนำเข้าสินค้าหรือเทคโนโลยีจากต่างประเทศจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช ฮอร์โมน   จนกลายเป็นวิถีการเกษตรกรรมไทยไปแล้ว

สำหรับโมเดลของซีพี เป็นตัวอย่างสำคัญของการนำความรู้ฝรั่งมาใช้ในการเกษตร ให้เป็นธุรกิจระดับภูมิภาคขึ้น เป็นตัวอย่าง ว่าด้วยเกษตรกรรมไทยที่มีพลัง จนกลายความฝันของผู้กำหนดนโยบายและนักธุรกิจไทยในการสร้างอุตสาหกรรมเกษตรเพื่อการส่งออก ความพยายามมีมานานเช่นเดียวกัน ความเชื่อมั่นว่า ไทยเป็นสังคมเกษตร มีความรู้การเกษตรที่พร้อมจะก้าวสู่อุตสาหกรรมเกษตรสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเนื่อง ความเชื่อมั่น อุตสาหกรรมเกษตร นี่ล่ะ คือทางออกและจุดแข็งทางเศรษฐกิจของไทยเมื่อเปรียบกับสังคมธุรกิจโลกมีมานานแล้ว   รวมทั้งเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามามีส่วนในความฝันนี้มานานด้วยเช่นเดียวกัน( อ่าน Doleกับเกษตรกรรมไทย )    

บทเรียนของซีพีควรเป็นเรื่องที่น่าสนใจ   ความร่วมมือกับต่างชาติ(ร่วมทุน และลงทุน) ในมิติการเกษตรกรมที่กว้างขวางพอสมควร ตั้งแต่เทคโนโลยี  จนถึง การบริหารจัดการ โมเดลธุรกิจ และเครือข่ายการตลาด

 กระแสใหม่

 ว่าด้วยข้าวหอมมะลิ

ในกระแสหลักนั่นเอง กระแสใหม่ก็ค่อยๆกำเนิดขึ้น  แม้ว่าข้าวจะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์  ราคาขึ้นลงตามดีมานต์ซัพพลายนั้น ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ข้าวไทยสร้างปรากฏการณ์สินค้ามูลค่าเพิ่มขึ้น ในฐานะข้าวคุณภาพ   โดยเฉพาะ การกำเนิดและพัฒนาขึ้นของสินค้าแบรนด์ ข้าวหอมมะลิ ในตลาดโลก

ข้าวหอมมะลิ เป็นแบรนด์ที่มีคุณค่ามากกว่าสินค้าทั่วๆไป  หนึ่ง-เชื่อมโยงกับภาพรวมประเทศไทย สอง-เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมชุมชนเกษตรกรรมของไทยที่มีความสำคัญในฐานะแหล่งผลิตอาหารของโลก      สาม- เป็นแบรนด์ใหญ่  ภายใต้ร่มของแบรนด์นี้ สามารถแบรนด์สินค้าย่อย เชื่อมโยงกับข้าวหอมมะลิได้อย่างหลากหลาย

อาจกล่าวได้ว่า ข้าวหอมมะลิเป็นสินค้าชนิดเดียวทีมีมูลค่าในตลาดสูงที่สุดของไทย มูลค่าเฉพาะการส่งออกอย่างเดียว ปีละมากกว่าสามหมื่นล้านบาท(อ้างอิงจากตัวเลขการส่งออกในปี 2549)  คงจะเป็นการดี หากหน่วยงานรัฐคิดออกว่า สินค้าส่งออกเพียงชนิดเดียวที่มาคุณค่าเชื่อมโยงกับสังคมและคุณค่าทางเศรษฐกิจที่เป็นจริง ควรจะบริหารจัดการพิเศษอย่างไร   การจัดตั้งกรมหรือกระทรวงขึ้นมาเฉพาะ (ทำนองเดียวกับการท่องเที่ยว) เพื่อดูแลข้าวหอมมะลิเป็นการเฉพาะก็ย่อมเป็นไปได้

การบริการจัดการข้าวมะลิคุณค่าสำคัญ  เป็นกระบวนการจัดการที่มีห่วงโซ่ที่ซับซ้อนทีเดียว    ตั้งแต่จุดเริ่มต้นการวิจัยและพัฒนาพันธ์ข้าวชนิดนี้(รวมทั้งพัฒนาการเพาะปลูกแบบอินทรีย์)  จนถึงการปรับปรุงการบรรจุภัณฑ์  การนำมาผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่ม ฯลฯ   ประการต่อมา ดูแลและพัฒนาแบรนด์นี้ในตลาดโลก  ผมเข้าใจความรู้ของบรรดาบริษัทโฆษณาสินค้าพอจะทำได้บ้าง แม้งานนี้ถือเป็นงานใหญ่  ต้องการความรู้ ความเข้าใจในมิติมากกว่าความหมายทางธุรกิจ และ การตลาดระดับโลกก็ตาม

 OTOP

ผมเชื่อว่าอาจจะเป็นแบรนด์กลุ่มสินค้าของไทยอีกกลุ่มหนึ่ง ที่มีคุณค่าทางสังคม ควบคู่ไปกับทางเศรษฐกิจในไม่ช้าจากนี้ หากได้รับการส่งเสริมและพัฒนาอย่างต่อเนื่องและจริงจัง

โดยพื้นฐานสินค้าเหล่านี้ เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตชุมชนเกษตรกรรม  ในความหมายมากกว่าเกษตรกรรมในทางอาชีพเท่านั้น   ผมมีโอกาสไปชมงาน OTOP เมื่อปลายปีที่ผ่านมา พบสินค้าที่เกี่ยวกับเกษตรกรรมโดยตรง อย่างที่กล่าวมาแล้ว โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ    ในรูปแบบและกระบวนการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างหลากหลาย แสดงให้เห็นว่าชุมชนเกษตรกรรมไทย ค้นพบพัฒนาการใหม่ๆของสินค้าพื้นฐาน มากกว่าในอดีต

ที่สำคัญ   หัตถกรรมไทย เป็นแกนในความสามารถสร้างสินค้าที่มีคุณค่า  ล้วนมาจากและเชื่อมโยงกับเกษตรกรรมทั้งสิ้น  เป็นสินค้าที่มีคุณค่ามากขึ้นในยุคปัจจุบัน ในฐานะสินค้าทางวัฒนธรรมด้วย  ซึ่งไม่แตกต่างจากกลยุทธ์ธุรกิจสมัยใหม่  อย่างที่ผมเคยไว้ ในกรณี จิมทอมปืสัน

สินค้าเหล่านั้น มาจากความรู้และกระบวนการผลิตดั้งเดิมที่มีค่า(แทนที่จะใช้ความรู้จากฝรั่งอย่างเดียว) และสามารถปรับตัวผลิตสินค้าตอบสนองสังคมสมัยใหม่อย่างดี  ยิ่งกว่านั้นยังสอดคล้องกกระแสว่าด้วยสิ่งแวดล้อมด้วย

จากกรณีว่าด้วยข้าวหอมมะลิ และ  OTOP    เป็นโมเดลเกษตรกรรมกระแสใหม่ มีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับวิถีชีวิตชุมชนเกษตรกรรมดั้งเดิม   ชุมชนที่มีความกลมกลืนกับธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ความรู้และทักษะชุมชนเกษตรกรรมเหล่านี้ สะท้อนความละเมียด ลึกซึ้ง (sophisticate) ยั่งยืน (sustainable) ด้วยลักษณะสำคัญ การเจริญเติบโต (slow growth) อย่างมีพลวัตร (dynamic) ด้วยความหลากหลาย (diversity) และ มีกระบวนการทดลอง (experiment) ค้นพบคุณค่าใหม่ๆที่น่าสนใจ

 แค่นี้ ก็สามารถสร้างสรรค์คุณค่าใหม่ในห่วงโซ่นี้ได้อย่างมากมาย

Dole กับเกษตรกรรมไทย

 ตัวอย่างอิทธิพลฝรั่งในเกษตรกรรมที่ควรยกขึ้นก็คือเรื่องนี้

 โดลฟู้ดส์ (Dole Food Company) บริษัทอเมริกัน ก่อตั้งมาเมือ160 ปี ในปัจจุบัน ดำเนินธุรกิจด้านอุตสาหกรรมอาหารที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มียอดขายประมาณ 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ครอบคลุมทั้งด้านการจัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การจัดจำหน่าย และ การตลาดของสินค้าประเภทอาหาร โดยเฉพาะ ผลไม้สด ผักสด น้ำผลไม้ รวมไปถึงผลไม้และผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ ที่มีเครือข่ายครอบคลุมกว่า 90 ประเทศทั่วโลก

 ในประเทศไทยได้ร่วมทุนกับตระกูลล่ำซ่ำ มาตั้งแต่ปี 2515 ผู้มีบทบาทสำคัญ คือ บรรยงก์ ล่ำซำ ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทยปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งประธานของบริษัทนี้ในมานาน ที่น่าสนใจ ชุมพล ณ ลำเลียง อดีตผู้จัดการใหญ่ปูนซิเมนต์ไทย ปัจจุบันเป็นมีบทบาทในยุทธ์ศาสตร์การลงทุนของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ก็ดำรงตำแหน่งกรรมการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2538

 Dole เริ่มต้นก่อตั้งโรงงานเพื่อผลิตสับปะรดกระป๋องส่งออก บนพื้นที่ 300 ไร่ในราชบุรี และในปี 2517 ได้ขยายพื้นที่ในการเพาะปลูกอีก 8,000ไร่ ในประจวบคีรีขันธ์ พร้อมทั้งได้ย้ายโรงงานมาด้วย    ต่อมาปี 2535 ขยายฐานการผลิตไปยังท่าแซะ ชุมพรด้วย

 ปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์  เช่น สับปะรด ฟรุ๊ตสลัดหรือผลไม้รวม ส้มแมนดาริน วุ้นมะพร้าว และน้ำสับปะรด โดยได้รับวัตถุดิบ ผลไม้ส่วนหนึ่งมาจากไร่ของบริษัทฯ และอีกส่วนหนึ่งได้รับมาจากชาวไร่กว่า 1,200 ราย

 กว่า 99% ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่ผลิตที่นี่ ได้จัดส่งออกไปขายยังลูกค้าต่างประเทศทั่วโลก ทั้งที่เป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้าของDOLEเองและภายใต้เครื่องหมายการค้าของผู้จัดจำหน่ายรายอื่น การผลิตสับปะรดได้ปรับปรุง เพิ่มความหลากหลายของรูปแบบของผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นขนาดของผลิตภัณฑ์ หีบห่อบรรจุภัณฑ์ หรือแม้กระทั่งการใช้ผลไม้เขตร้อนชนิดต่างๆ มาเป็นวัตถุดิบ อาทิเช่น ลำไย เงาะ วุ้นมะพร้าว และมะม่วง เป็นต้น ในปี 2537 โดลไทยได้แนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ซึ่งอยู่ในถ้วยพลาสติกสู่ท้องตลาด สร้างความนิยมขึ้นมากในตลาดยุโรปและอเมริกาตอนเหนือ

ประมาณ5 ปีที่ผ่านมา โดลฟู้ด สหรัฐอเมริกา จัดตั้งบริษัทตัวแทนจำหน่ายในประเทศ นำผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูปภายใต้ตรา DOLE จากโรงงาน และ ผลไม้สด (สับปะรด กล้วยหอมทอง   และองุ่นไร้เมล็ด) ภายใต้เครื่องหมายการค้า DOLE วางจำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำของเมืองไทย และได้กระจายเข้าสู่ตลาดกลุ่มเป้าหมาย เช่นโรงแรมและร้านอาหารในภูเก็ต, สมุย, พัทยา, เชียงใหม่, หาดใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาก และรู้จักสินค้าตราDOLEเป็นอย่างดี

(ข้อมูลส่วนใหญ่เรียบเรียงมาจาก  www.dole.com , www.dole.co.th)

Advertisements

No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s