วีรพงษ์ รามางกูร

สามทศวรรษมานี้ เขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์คนเดียวของไทยที่ทำงานอย่างต่อเนื่องมากที่สุดก็ว่าได้   แม้ว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาสังคมไทยจะมีความผันแปรมากเพียงใด  และดูเหมือนเขามีความพยายามเสนอความคิดในการก้าวพ้นความคลุมเครือและสับสนของสังคมไทยในขณะนี้

 

เขาอาจจะได้ชื่อว่าเป็น “เทคโนแครต” คนสุดท้ายที่มีภูมิหลังและเส้นทางชีวิตและการทำงานด้านนโยบายของ รัฐ มีความต่อเนื่องภายใต้ระบบการเมืองไทย จากยุคกึ่งเปิดกึ่งปิดไปสู่ระบบเปิด “ผมทำงานตั้งแต่ปี 2523 คงทนที่สุด ต่อเนื่องที่สุด และเห็นมากที่สุด” เขาเองก็ยอมรับอย่างนั้น”

ดร.วีรพงษ์ เป็นตัวอย่างคนที่มาจากฐานรากของสังคมที่เติบโตในหน้าที่การงาน เริ่มต้นจากความเป็นคนเรียนเก่ง ภายใต้ระบบการศึกษาของไทย ดังนั้นดูเหมือนเขาจะไม่ให้ความสำคัญในการวิตกวิจารณ์ระบบการศึกษาไทย เช่นที่ผู้คนทั่วไปกำลังทำกัน

บิดาของเขาเป็นคนอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ริมฝั่งแม่น้ำโขงติดต่อชายแดน ลาว ซึ่งญาติหลายคนของเขากลายเป็นพลเมืองลาวมาตั้งแต่รุ่นปู่ของเขา เขาเองก็เคยมีโอกาส รับใช้ประเทศลาวในฐานะที่ปรึกษาอาวุโสด้านวางแผนเศรษฐกิจ อยู่ 6 เดือนในปี 2533

เรื่องราวประวัติตระกูลรามางกูร หาอ่านได้จากหนังสือ “อนุสรณ์ ร้อยตำรวจตรีประดิษฐ์ รามางกูร 22 กันยายน 2528″ ซึ่งเป็นหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพบิดา ของ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ในช่วงที่เขายังเป็นที่ปรึกษานายกเปรมฯ เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้สะท้อนภูมิหลังของวีรพงษ์อย่างมาก เนื้อหาส่วนใหญ่ของหนังสือเล่มนี้ ดร.วีรพงษ์เป็นผู้เขียน ในส่วนที่เป็นประวัติบิดาของเขา เรื่องราววงศ์ตระกูล เขาก็เป็นคนเขียนมาจากการรวบรวมของญาติอีกทอดหนึ่ง

นอกจากนั้น เนื้อหาหลักของหนังสือได้รวบรวมคำแถลง สุนทรพจน์ คำปราศรัยและ สาสน์ของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในช่วงปี 2523-2528 อันสะท้อนหน้าที่การงานที่สำคัญของ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ในช่วงนั้นด้วยอย่างแยกไม่ออก

ส่วนเรื่องราวของตระกูลรามางกูรนั้นอย่างย่อๆ ว่า “บรรดาพี่น้องทั้งหมดมีความเห็น ร่วมกันว่าควรจะยกย่อง “ขุนรามฯ” เป็นต้นตระกูลรามางกูร ขุนรามฯ มีชื่อเดิมว่าอย่างไรไม่มีใครทราบ ทราบแต่บรรดาศักดิ์ สร้อยของบรรดาศักดิ์ว่าอย่างใดก็ไม่มีใครทราบ ทราบแต่ว่าขุนรามฯ อยู่เมืองธาตุพนม ซึ่งเป็นหัวเมืองขึ้นกับเมืองนครพนมของไทยมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ขุนรามฯ มีชีวิตอยู่ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์” เนื้อหาสำคัญของหนังสือเล่มที่เขียนโดยวีรพงษ์ รามางกูร กล่าวไว” คัดมาบางตอนจากงานเขียนเก่าของผมเอง( วีรพงษ์ รามางกูร มากกว่าความเป็นนักเศรษฐศาสตร์นิตยสารผู้จัดการ ตุลาคม 2544 ) ถือเป็นบทความเป็นฐานข้อมูลและแนวความคิดของบทความชื้นนี้ อาจจะถือว่าเป็นตอนต่อจากนั้นก็ได้

การใช้ชีวิตเป็นนักเรียนนอกที่สหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 5 ปีครึ่ง ถือเป็นบันไดขั้นสำคัญมาก ในการไต่เต้าจากสังคมฐานรากไปสู่สังคมระดับบนของสังคมไทย

ในช่วงนั้นประเทศไทยเริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯฉบับแรกในช่วงรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ผลักดันและสนับสนุน ซึ่งรวมถึงให้ทุนการศึกษาด้าน เศรษฐศาสตร์ “เป็นยุคเศรษฐศาสตร์เฟื่องฟู รุ่นผมมี ดร.โอฬาร ไชยประวัติ, วิจิตร สุพินิจ, ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม, ประทีป สนธิสุวรรณ รวมทั้ง ณรงค์ชัย อัครเศรณี และสาธิต อุทัยศรี กลับมาไล่เลี่ยกัน” ดร.วีรพงษ์ซึ่งได้ทุนร็อกกี้เฟลเลอร์ (ทุนการศึกษาจากสหรัฐฯสำหรับประเทศด้อยพัฒนา) เคยกล่าวถึงนักเศรษฐศาสตร์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนทุนโดยเฉพาะนักเรียนทุนของธนาคารแห่งประเทศไทย กลุ่มคนเหล่านี้ต่อมามีบทบาทในภาครัฐของสังคมไทย ในฐานะผู้ดูแลนโยบายทางเศรษฐกิจการเงิน ในเวลาเดียวกับที่ดร.วีรพงษ์มีบทบาทในฐานะที่ปรึกษาคนสำคัญของรัฐ

อีกด้านหนึ่งเขามีความสัมพันธ์กับนักเรียนสหรัฐอีกกลุ่มหนึ่ง เข้ามีบทบาทในภาคธุรกิจที่กำลังขยายตัว โดยเฉพาะนักเรียนวิชาการบริหารธุรกิจ   อาทิ มรว. ปิริดิยาธร เทวกุล(ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทย 2514-2533) และ ศิวะพร ทรรทรานนท์ (ผู้บริหารบริษัทเงินทุนทิสโก้ 2513-2536) ซึ่งถือเป็นรุ่นน้องเรียนทีเดียวกัน ในขณะที่ ดร.วีรพงษ์ เรียนเศรษฐศาสตร์ ทั้งสองเรียนเรียนเอ็มบีเอ ซึ่งถือว่าเป็นวิชาการที่ได้รับความนิยมอย่างมากมายในยุคโลกาภิวัฒน์ไม่นานจากนั้น

ทั้งสองคือตัวแทนกลุ่มคนหนึ่งกลับมาเมืองไทยกับ ดร.วีรพงษ์  ในระยะเดียวกันมีบทบาทในธุรกิจการเงินของไทย ซึ่งขยายตัวอย่างมากในช่วงหลังสงครามเวียดนาม  พวกเขาคือกลุ่มมืออาชีพรุ่นใหม่ทีมีอิทธิพลในสังคมธุรกิจไทยต่อเนื่อง    สายสัมพันธ์นี้เชื่อมต่อกับกลุ่มผู้บริหารในภาคธุรกิจที่ทรงอิทธิพลกลุ่มใหญ่  ในเวลาต่อมาเมื่อดร.วีรพงษ์เอง เข้ามามีบทบาทในภาคธุรกิจจึงดำเนินไปได้อย่างดี

จุดเริ่มต้นของเขา อยู่ในกลุ่มนักวิชาการที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดในช่วงสังคมอเมริกันกำลังมีความขัดแย้ง ทางความคิดกันมาก จากกรณีสงครามเวียดนาม ความคิดที่เอนเอียงไปทางต่อต้านสงคราม ครั้นกลับมาประเทศไทยในภาวะสังคมที่ปิดกั้น  นักวิชาการจึงรวมกลุ่มพุดคุย ถกเถียงปัญหาสังคมกันมาก รวมทั้งมีส่วนสนับสนุนขบวน การนักศึกษาในการเรียกร้องประชาธิปไตยในยุคนั้นด้วย

ดร.วีรพงษ์ รามางกูร เป็นอาจารย์เศรษฐมิติคนแรกๆ ของไทยในปี2513 หลังจากจบปริญญาโท-เอก ทางเศรษฐศาสตร์ University of Pennsylvania, U.S.A. เขาเดินสายสอนหนังสือหลายมหาวิทยาลัย เป็นที่รู้จักกันมาก จนเป็นคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ด้วยวัยยังไม่ถึง 40 ปี (2524-2526) จากนั้นเขามีโอกาสเข้าร่วมอยู่ในงานที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจด้านนโยบายของรัฐบาล (2523-2531) ถือเป็นช่วงประสบการณ์ที่สำคัญของชีวิต จะว่าไปแล้วอาจจะกล่าวได้ว่า เป็นฐานสำคัญของโอกาสมากมายต่อจากนั้น

ว่าไปแล้วเขาอยู่ในกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในยุคที่มีบุคลิกสำคัญของสังคมไทย อยู่ในช่วงระบบการเมืองแบบกึ่งเปิดกึ่งปิด โดยเฉพาะในยุคพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ขณะเดียวกันในทางเศรษฐกิจอยู่ภายใต้กลไกการสะสมความมั่งคั่งของกลุ่มธุรกิจกลุ่มเดิมที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลก และเติบโตอย่างมากในยุคสงครามเวียดนาม   ภายใต้กลไกของระบบธนาคารครอบครัว ซึ่งถือว่ามีพื้นที่จำกัดสงวนไว้สำหรับบางกลุ่ม ขณะเดียวก็มีกระบวนคัดเลือกที่เข้มงวดสำหรับผู้มาใหม่   มีปรากฏการณ์สำคัญให้เห็นเป็นระยะๆในช่วงวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ

เรื่องราวบทบาทสำคัญของดร.วีรพงษ์ รามางกูร ในฐานะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่มีบทบาทต่อเนื่องที่สุด และได้รับความไว้วางใจอย่างมาก เป็นที่เล่าขาน โดยเฉพาะบทบาทในการตัดสินใจลดค่าเงินในช่วงปี 2527 อันพิสูจน์ว่าเป็นการตัดสินใจที่สำคัญในการแก้ปัญหา เศรษฐกิจในระยะเวลาต่อมา ซึ่งตัวเขาเองก็ภูมิใจในบทบาทนี้อย่างมากเสมอมา   มีน้อยครั้งที่เขาถูกวิจารณ์ ซึ่งก็ไม่หนักหนา “อาจถือได้ว่าเขาเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจที่ทรงอิทธิพลทางความคิดมากคนหนึ่ง ในรัฐบาลกึ่งประชาธิปไตย เป็นที่ปรึกษาที่เสนอความ คิดผ่านนักการเมือง ในยุคกระบวนการตรวจสอบสาธารณะอ่อนแอ เขายืนอยู่หลังฉาก และไม่ต้องรับผิดชอบหรือแสวงหาคำอธิบายใดๆอย่างชัดเจน ต่อการกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยตรง ไม่ต้องเผชิญกับกระบวนการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพราะผู้นำทางการเมืองยุคนั้นออกหน้า รับแทน บางคนกล่าวว่า เขาเป็นเทคโนแครตที่ทำงานในระบบการเมืองกึ่งเปิดได้ อย่างมีประสิทธิภาพ

 อิทธิพลความคิดของเขาขยายไปมาก ในฐานะกรรมการหน่วยงานนโยบายหลายแห่ง เช่น กรรมการแบงก์ชาติ สภาพัฒน์ ฯลฯ เขากลายเป็นคนที่ได้รับการยอมรับ ทั้งในและต่าง ประเทศ และที่สำคัญเขากลายเป็นสัญลักษณ์ของเทคโนแครตที่พร้อมจะกอบกู้วิกฤติของสังคมไทยได้ทุกเมื่อ

 ทว่าคนเก่งในยุคหนึ่ง บางครั้งไม่อาจจะดำรงความสามารถในอีกยุคสมัยหนึ่ง (วิรัตน์ แสงทองคำ จากคอลัมน์ “หมายเหตุธุรกิจ” ผู้จัดการรายวัน 19 เมษายน 2540)

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เคยวิจารณ์ดร.วีรพงษ์ไว้   มาถึงวันนี้คงต้องยอมรับว่า บทสรุปบางตอนข้างต้น ถือเป็นการวิเคราะห์ที่ผิดพลาด

ในยุคหลังพลเอกเปรม   ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสังคมไทย เช่นเดียวกับบทบาทที่ดูฉุกละหุกและสับสนพอสมควรของดร.วีรพงษ์ รามางกูร  แต่อย่างไรภาพของความเป็นนักเศรษฐศาสตร์ สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์  และมีมุมมองที่น่าสนใจ ต่อการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์อย่างมีวิจารณญาณ เป็นบุคลิกเฉพาะของเขาอย่างเด่นชัดมากขึ้น  แม้ว่าการปรับตัวในบางช่วงดำเนินอย่างฉุกละหุกและสับสนพอควร  ภาพที่เขาเคยสังกัดของยุคพลเอกเปรม ติณสูลานนท์  ค่อยๆกลายเป็นภาพเฉพาะของตนเองขึ้นมา

เขาเป็นรัฐมนตรีคลังเมื่อปี 2533 ถือเป็นตำแหน่งรัฐมนตรีครั้งแรก ในยุคปลายรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ โดยเขาให้เหตุผลว่า “เพราะยังไม่เคยเป็น อยากจะเป็นผู้ปฏิบัติ”   แต่เมื่อทหารรัฐประหารโค่นรัฐบาลก่อน เขาก็ยังมีบาทบาทต่อไปในฐานะเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจและการคลัง สภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (2534-2535) แล้วยอมลดตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (2535)

และอีกครั้งกับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจเมื่อ 15 สิงหาคม 2540 ที่ว่ากันว่า ทำหน้าที่ประสาน งานกับไอเอ็มเอฟ ซึ่งอยู่ในตำแหน่งไม่ถึง 3 เดือนก็พ้นตำแหน่ง เมื่อพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากนายกรัฐมนตรี แล้วพรรคประชาธิปัตย์ เข้าเป็นแกนนำของรัฐบาลชุดใหม่

ในเวลาอันฉุกละหุกและสับสนนี้ บททดสอบความแข็งแกร่งของภูมิปัญญาประสบการณ์และสายสัมพันธ์นั้นคงไม่พ้นกรณีธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ (บีบีซี) ซึ่งเขาได้รับการเชื้อเชิญให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาบีบีซี “ผมถือว่าเป็นช่วงเปลืองตัวมาก ที่สุดในชีวิต เกือบไป” แม้เขายอมรับว่าด้วยความสัมพันธ์กับสื่อมวลชนมายาวนาน อย่างจริงใจ มีส่วนทำให้เขารอดพ้นเหตุการณ์ครั้งนั้นมาได้   ขณะที่ผมเชื่อว่าปรากฏการณ์ที่บีบีซีเป็นภาพสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเชิงความสัมพันธ์ของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย  และก็เชื่อว่าดร.วีรพงษ์ รามางกูรเข้าใจปรากฏการณ์นั้นอย่างลึกซึ้ง

ผมไม่สามารถชี้ชัดว่า มีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์อันฉุกละหุกและสับสนก่อนหน้า   แต่จากนั้นมา ดร.วีรพงษ์ รามางกูรได้ปรับแผนชีวิตพอสมควร  โดยวางบทบาททั้งระดับกว้างและลึกอย่างรอบคอบและ สมดุล

เขาเริ่มต้นเป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาทางธุรกิจหลายบริษัท  เขาเคยบอกว่า ไม่เคยคิดมาก่อนว่ารายได้จากการทำงานเอกชนจะมีมากมายเพียงนี้ จากประสบการณ์ใหม่ เขาจึงมีความเข้าใจธุรกิจในมิติที่กว้างมากขึ้น ในสายตานักเศรษฐศาสตร์มหภาค โดยมีพื้นฐานความเชื่อว่านักธุรกิจสามารถปรับตัวได้ดีในสถานการณ์ต่างๆ ทั้งมี ความคิดยืดหยุ่นกับเห็นใจนักธุรกิจไทย  ขณะเดียวกันสายสัมพันธ์และประสบการณ์อันเชี่ยวกรำของเขาคงจะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจไม่น้อย

อีกด้านก็ยังคงความสัมพันธ์กับการเมืองไว้ระดับหนึ่ง  ทำนองเดียวกับบทบาทที่ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงรัฐบาลเปรม ติณสูลานนท์   เขาเป็นที่ปรึกษาของทีมเศรษฐกิจรัฐบาล พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร ( 2544-2549) และประธานที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช (มกราคม-กันยายน 2551) ซึ่งว่าไปแล้วเป็นคนละขั้วทางการเมืองกับความสัมพันธ์เดิมของเขา

ที่น่าสนใจมากในเวลาเดียวกันนั้น   เขาเป็นคอลัมนิสต์ โดยเริ่มงานเขียน  คนเดินตรอก”ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2543 แม้จะหยุดบ้าง แต่โดยทั่วไปถือเป็นงานที่ทำอย่างต่อเนื่อง แทบจะทันที่ดร.วีรพงษ์ รามางกูร กลายเป็นคอลัมนิสต์ที่ทรงอิทธิพล ข้อเขียนจากความคิดและประสบการณ์ของเขาได้รับความสนใจอย่างมากโดยเฉพาะกลุ่มอิทธิพลในสังคมไทย

เขาแสดงบทบาทสำคัญในฐานะนักเศรษฐศาสตร์อย่างต่อเนื่อง  จากที่ปรึกษาให้คำแนะนำ ว่าด้วยนโยบายเศรษฐกิจของรัฐ มาสู่งานการบริหารนโยบายเศรษฐกิจ แม้ว่าในฐานะหลังจะมิได้ต่อเนื่องและประสบความสำเร็จเท่าที่ควร   จากนั้นจึงก้าวเข้าสู่บทบาทสำคัญอีกระดับหนึ่ง  ด้วยการเสนอความคิด มุมมอง ทางด้านเศรษฐกิจต่อกลุ่มค่างๆ โดยเฉพาะสาธารณะชน ซึ่งถือเป็นบทบาทต่อสังคมวงกว้าง   เป็นการเสนอความคิดอย่างมีเหตุผล ตรงไปตรงมา และกล้าเผชิญแรงเสียดทาน

ความผันแปรครั้งใหญ่ของสังคมไทยในห้วงเวลานี้ไปไกลกว่าที่คิด   นักเศรษฐศาสตร์ไทยหลายคนจึงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

แต่ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ยังอยู่ 

Advertisements

No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s