ทิศทางปี 2553/4 (1) ENCO

หมายเหตุ ในช่วงปลายปี 2553 ต่อปี2554 พื้นที่ตรงนี้จะเสนอเรื่องราวสะท้อนกระแสการเปลี่ยนแปลงสำคัญโดยเฉพาะที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและธุรกิจไทย     ถือเป็นความพยายามวาดภาพรวม จากมุมมองของคนๆหนึ่ง คาดกว่าจะมีไม่น้อยกว่า 5 ตอนจากนี้ไป 

 สำหรับแวดวงธุรกิจ ความสนใจสิ่งที่จับต้องได้อย่างน่าทึ่งอย่างหนึ่ง  คือการเพ่งมองอาคารสำนักง่านใหญ่แห่งใหม่ที่ผุดขึ้นด้านเหนือของกรุงเทพฯ  เชื่อว่าจะเป็นความสนใจที่ต่อเนือง  จากเมื่อต้นปีนี้ จนข้ามไปปีหน้าด้วย   

 “ภาพสำนักงานใหม่ที่ เรียกว่า Energy complexสะท้อนความยิ่งใหญ่ ทันสมัย    หรูหรา และความเป็นองค์กรชั้นแนวหน้าของโลกด้วยมั่นใจ กลายเป็นสัญลักษณ์ “ภาพโดดเด่น”ที่ถูกเฝ้ามองรอบทิศทาง”

“ไม่กี่เดือนมานี้ ปตท.เพิ่งเปิดสำนักงานใหญ่ใหม่ เป้นกลุ่มอาคารสูง ทันสมัยและหรูหรามากที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ  ด้วยแนวคิด“โครงการศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ ได้รับการออกแบบให้เป็นอาคารยั่งยืน (Sustainable Building) มีสภาพแวดล้อมที่ดี มีความปลอดภัยสูง และยังมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์” “มุ่งเน้นประโยชน์ใช้สอยผสานกับการอนุรักษ์และประหยัดพลังงาน และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม … ระบบควบคุมส่วนต่างๆของอาคาร จะถูกกำหนดให้เป็นระบบอัจฉริยะ”   เป็นอาคารสำนักงานที่ลงทุนที่มีมูลค่าสูงสุดในเวลานี้  และดูเป็นความภาคภูมใจ ของพนักงานและผู้บริหารปตท.อย่างมาก”

ผมเขียนไว้เมื่อไม่นานมานี้( ปตท.ในวงล้อม ) เสนอเรื่องราวของอาคารสำนักงานแห่งใหม่แห่งนี้ไว้อย่างฉาบฉวย

เรื่องที่สำคัญมากที่ควรกล่าวถึงตั้งแต่ตอนนั้น   คืออาคารสำนักงานแห่งใหม่แห่งนี้เพิ่งได้รับการประกาศให้เป็นอาคารที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ประเภท Core & Shell Version 2.0 ในระดับ Platinum ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตามเกณฑ์ LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) ของ USGBC U.S. Green Building Council   ถือเป็นอาคารแห่งแรกของประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ หรือ EnCo (http://www.energycomplex.co.th/ ) ดำเนินการโดยบริษัท เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ จากัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2547 มีทุนจดทะเบียน 1,800 ล้านบาท โดยเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท ปตท. จากัด (มหาชน) และ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จากัด (มหาชน) (บริษัทนี้ปตท.ถือหุ้นข้างมาก)   ร่วมกันถือหุ้นในสัดส่วนเท่ากันร้อยละ 50    EnCo เป็นอาคารสานักงานให้เช่าสาหรับบริษัทในกลุ่ม ปตท. จานวน 16 บริษัท และกระทรวงพลังงาน และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงาน โดยใช้เงินลงทุนประมาณ 9,000 ล้านบาท ภาพความสำคัญของอาคารมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปตท. ในในฐานะกิจการไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกในเวลาอันรวดเร็ว

ความยิ่งใหญ่ของปตท.ในประเทศไทยอยู่ในความคิดผู้คนมานานพอสมควร  แม่ว่าจะมิใช่กิจการที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน  สำหรับระดับโลกนั้น ปตท.ได้กลายเป็นสัญลักษณ์กิจการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของไทยไปเมื่อไม่นานมานี้ 

Fortune Global 500 การจัดอันดับกิจการระดับโลกของนิตยสารธุรกิจชั้นนำของสหรัฐฯ (พิจารณาจากรายได้และกำไรในปีก่อน) ประกาศ ให้ปตท.อยู่ในอันดับที่155 ในปีนี้      โดยปตท. ยังคงเป็นบริษัทเดียวของไทยที่ติดอันดับ 1 ใน 500 ติดต่อกันมาเป็นปีที่6   สำหรับในอาเซียนแล้วถือว่าปตท.อยู่ในอันดับสอง เป็นรองแค่ Petronas แห่งมาเลเซียเท่านั้น

 เมื่อ6 ปีแล้วถือเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวกระโดครั้งสำคัญ     สอดคล้องกับแนวคิดที่ผมเคยเสนอไว้

“ปตท. ได้เข้าซื้อขายหลักทรัพย์ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วงปลาบปี 2544 .ในช่วง ปีแรกราคาหุ้นก็ขยับขึ้นอย่างช้าๆ จนถึงปี 2547 สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”

“ในปี 2547 เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างชัดเจนจากวิกฤติครั้งใหญ่ที่ยืดเยื้อพอสมควร การใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นในรอบสองทศวรรษ เช่นเดียวราคาน้ำมันเริ่มสูงขึ้น ปตท.ขยายตัวจากสินทรัพย์ระดับ 3แสนล้านบาทในปี2545 เพิ่มเป็น 9 แสนล้านบาทในปี2547 จากกำไรประมาณ 24,000 ล้านบาท ในปี2545 เพิ่มเป็นประมาณ 90,000   ล้านบาทในปี 2548-9     ขณะเดียวกันราคาหุ้นจากไม่ถึง 50 บาทในวันเข้าตลาดหุ้นในปลายปี 2545เพิ่มขึ้นทะลุ400 บาทในปี 2547      

 ปรากฏการณ์นี้บอกว่าความเป็นรัฐวิสาหกิจในความหมายเดิมที่ว่าด้วยยุทธ์ศาสตร์ความมั่นคงด้านพลังงาน กำลังเปลี่ยนไป  กลายเป้นบบริษัท และหลักทรัพย์ที่สร่างโอกาสอย่างมากให้กับนักลงทุนระดับกว้าง

“อีกมิติหนึ่งโอกาสทางธุรกิจที่ว่าด้วยยุคทองของกิจการด้านพลังงานเปิดกว้างขึ้น จากผลประกอบการที่ดี ได้กระตุ้นและเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์เดิมจากกิจการพลังงานที่ดูแลความมั่นคงในประเทศ ไปสู่ความทะเยอทะยานเป็นกิจการพลังงานระดับโลก   เครือข่ายธุรกิจพลังงานครบวงจรภายใต้การสนับสนุนของรัฐ เป็นโมเดลของประเทศกำลังเติบโต น่าสนใจอย่างมากในเวลานั้น” (ปตท.ที่น่าทึ่ง  )

อาคารสำนักงานแห่งใหม่ ไม่เพียงสำนักงานของกิจการที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นสัญลักษณ์ของธุรกิจที่มีที่ยืนระดับโลก หากได้สะท้อนถึงความพยายามปรับตัวตามทิศทางในระดับโลกที่น่าสนใจอย่างกระตือลือล้นด้วย

“มาตรฐานอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือ LEED เป็นการกำหนดมาตรฐานสิ่งปลูกสร้างที่เน้นความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ The U.S. Green Building Council เป็นผู้กำหนดขึ้นมา เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมิน การให้การรับรองตามมาตรฐาน LEED นี้ เริ่มต้นที่สหรัฐอเมริกาและได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องในระดับนานาประเทศ โดยศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์เป็นสิ่งปลูกสร้างของไทยแห่งที่สามที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน LEED แต่เป็นแห่งแรกในประเทศไทยและแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้รับการรับรองในมาตรฐานระดับ LEED Platinum นอกจากนี้ยังถือเป็นแต่ยังเป็นสิ่งปลูกสร้างแห่งแรกที่ได้รับมาตรฐานระดับ LEED Platinum (Core & Shell) ประเภท Office and Commercial Multiple Building Campus นอกประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยเช่นกัน” สรุปมาจากคำแถลงของปตท. เองที่แสดงความภูมิใจอย่างมาก(รายละเอียดที่น่าสนใจของ  ENCOตามมาตรฐาน LEED    อ่านได้จาก www.energycomplex.co.th/news_detail.asp?sdatatopicno=58 )

เช่นเดียวกับปตท.อยู่ในลิสต์ลูกค้าสำคัญรายเดียวนอกสหรัฐฯของ Newcomb & Boyd’s (ที่ปรึกษาทางด้านพลังงาน) และ Anderson Bjornstad Kane Jacops Inc. (ที่ปรึกษาด้านโครงสร้างอาคารสูง) บริษัทวิศวกรที่ปรึกษา รายใหญ่แห่งสหรัฐ 2 แห่ง ที่เข้ามาเป็นที่ปรึกษาออกแบบและก่อสร้างอาคารENCO นี้

นอกจากเป็นอาคารสำนักงานแห่งสำคัญที่ต้องจ้างที่ปรึกษาจากต่างประเทศหลายรายแล้ว (ยังมีจากเยอรมนีด้วย)  ยังต้องนำเข้าสินค้าที่ได้มาตรฐานสีเขียวจากต่างประเทศด้วย  อ้างจากสื่อไทย(“The green building boom” Bangkok Post 6/09/2010) พอจะเชื่อได้อย่างนั้น

ความจริงแล้วไม่เพียง ปตท.เท่านั้นที่เข้าสู่กระแสนี้อย่างจริงจัง ธุรกิจไทยอีกจำนวนไม่น้อย มีความพยายามอยู่ในกระแสทำนองนี้เสมอมา   จึงไม่ใช่เรื่องที่แปลกใจเกินไป เมื่อมีข้อมูลระบุว่า ในปัจจุบันอาคารในประเทศไทยได้ลงทะเบียนกับเพื่อดำเนินการขอการรับรองของ LEED มากเกือบ 20 แห่ง

 ว่าไปแล้ว บัณฑูร ล่าซำ ผู้นำธนาคารกสิกรไทย ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำว่าด้วยมาตรฐานระดับโลกทางธุรกิจเสมอ แผนการนี้ได้ดำเนินการก่อนปตท. ด้วยการนำเสนออาคารสำนักงานใหญ่แห่งทีสาม ของธนาคารกสิกรไทย  นอกจากในฐานะอาคารสำคัญตามยุทธ์ศาสตร์การบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจ   เชื่อมโยงกับสำนักงานใหญ่ทั้งที่พหลโยธิน และราษฎร์บูรณะ  เปิดตัวเมื่อต้นปี 2552แล้ว   สำนักงานใหญ่แห่งที่สาม ณ ถนนแจ้งวัฒนะ   ได้เตรียมการอย่างอย่างเต็มที่เข้าสู่มาตรฐานใหม่   เป็นต้นแบบในการนำอาคารเก่ามาปรับปรุงให้เป็นอาคารต้องตามมาตรฐานของLEED และจากนั้นไม่นานก็ได้ รับรอง จากLEEDในระดับ Gold (อ้างจาก“The green building boom” Bangkok Post 6/09/2010เช่นเดียวกัน)

เพียงแต่ว่ากระแสอาคารสีเขียวของปตท. ซึ่งมาที่หลังได้จุดพลุอย่างครึกโครม  จนกลายเป็นผู้นำกระแสในเวลานี้ เชื่อว่าจากนี้ไปธุรกิจขนาดใหญ่ของเมืองไทยที่มีแรงบันดาลในเรื่องมาตรฐานโลก และมีความสามารถในการลงทุน(ในโลกทุนนิยม ปรากฏการณ์สีเขียว คือการลงทุนในมิติต่างๆพอสมควร)   ล้วนกำลังเดินทางตามแนวทางนี้อย่างคึกคัก

เป็นเรื่องแน่นอนว่าต้องรวมบทบาทเครือซิเมนต์ไทยหรือเอสซีจีไว้ด้วย ในฐานะองค์กรธุรกิจอุตสาหกรรมชั้นนำของไทย ในฐานะธุรกิจไทยที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและกำลังจะโหมโรงฉลองครบรอบศตวรรษแห่งความยั่งยืนด้วย   เอสซีจีเป็นผู้นำความคิดเรื่องนี้ในระดับกว้าง   ด้วยริเริ่มนำแนวคิดด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน( Sustainable Development) มาประยุกต์กับยุทธ์ศาสตร์ทางธุรกิจอย่างเต็มกำลัง และได้รางวัลระดับGold Class ในกลุ่มก่อสร้างและวัสดุ (Construction & Materials) 3 ปีติดต่อกัน 2551-2553 จาก Dow Jones Sustainability Indexes หรือ DJSI ดัชนีนี้มีความสำคัญ ต่อสถาบันลงทุนระดับโลก

อย่างไรก็ตามเอสซีจีกสนใจในการพัฒนาอาคารสำนักงานใหญ่ปัจจุบันซึ่งตัวอาคารหลัก ก่อสร้างและใช้งานมานานประมาณสามทศวรรษให้เข้ามาตรฐานLEED ด้วยเช่นกัน

กานต์ ตระกูลฮุน ผู้จัดการใหญ่ และรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส  ผู้ที่ถูกวางตัวว่าเป็นผู้จัดการใหญ่คนต่อไป ในยุค “ลูกหม้อ”อย่างแท้จริง คงมองภาพกว้างขวางและมีมีติมากขึ้น มิเพียงเดินตามมาตรฐานของตะวันตก (บางมิติเป็นเพียงสินค้ามาตรฐาน) อย่างเคร่งครัด หากประยุกต์และผสมผสานเข้ากับคุณค่าเฉพาะของเอสซีจีเอง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำนักงานใหญ่เอสซีจีปัจจุบันคือจุดกำเนิด และพัฒนาการต่อเนืองเกือบศตวรรษ เต็มไปด้วย อาคารและร่องรอยประสบการณ์  และบทเรียนว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง   เป็นอาคารสำนักงานใหญ่ของธุรกิจแห่งเดียวไม่เพียงในประเทศ หากในระดับภูมิภาคด้วย

 ไม่ว่าจะมีแรงบันดาลใจและมีทุนมากเพียงใด ก็ไม่สามารถเนรมิต “คุณค่า”แห่งความยั่งยืนเช่นนี้ได้

ปตท. –เหตุการณ์สำคัญ

2521 จัดตั้ง การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ควบรวมกิจการรัฐวิสาหกิจทั้ง 2 แห่ง คือ องค์การเชื้อเพลิง และ องค์การก๊าซธรรมชาติแห่งประเทศไทย

2528 ปตท.จัดตั้งบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด เพื่อดำเนินการสำรวจ และผลิตปิโตรเลียม และร่วมจัดตั้ง บริษัท ปิโตรเคมีแห่งชาติ จำกัดเพื่อดำเนินการกิจการปิโตรเคมี

2536   ปตท.ครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับหนึ่งในธุรกิจค้าปลีกผลิตภัณฑ์น้ำมัน

2544 แปรสภาพรัฐวิสาหกิจ มาเป็น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดยปฏิบัติตามกฎหมายพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ 2542 โดยรับโอนกิจการ ทรัพย์สิน หนี้สิน ความรับผิดชอบ พนักงาน ลูกจ้าง และส่วนธุรกิจทั้งหมด

2544ปตท. ได้ทำการเข้าซื้อขายหลักทรัพย์ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

2548ปิโตรเคมีแห่งชาติ และ ไทยโอเลนฟินส์ ได้เข้าควบรวมกิจการ ไปเป็น .ปตท.เคมิคอล

2549 ปตท. ได้เข้าไปถือหุ้นใน อุตสาหกรรมปิโตรเคมีคัลไทย(ทีพีไอ) ของ ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ แล้วจึงเปลี่ยนชื่อเป็น ไออาร์พีซี

2549 อะโรเมติกส์ไทย และ โรงกลั่นน้ำมันระยอง ได้เข้าควบรวมกิจการ ไปเป็น บมจ.ปตท.อโรเมติกส์และการกลั่น

2550 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา ให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินเวนคืน และท่อส่งก๊าซ-น้ำมัน กลับคืนไปให้กับกระทรวงการคลัง

2552 ซื้อเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน ConocoPhillips ผู้ดำเนินธุรกิจสถานีบริการในเมืองไทยตั้งแต่ปี 2536    ด้วยการเปิดสถานีบริการน้ำมันJet โดยมีร้านสะดวกซื้อ (Convenience Store) –Jiffy   ถือเป็นโมเดลสถานีบริการน้ำมันทันสมัย

Advertisements

No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s