ARCHIVE–ไทยวา(2490-2529)

ไทยวาทาวเวอร์ ถนนสาธร

อดีตเครือข่ายการค้าจากไทยวา สู่เครือข่ายโรงแรม

ทยวาเป็นธุรกิจแบบเอเซียดั้งเดิมที่มีพัฒนาการไม่ขาดสายผูกพันกับสถานการณ์ในลักษณะที่เป็นฝ่ายถูกกระทำมาตลอด ในห้วงเวลาเกือบ ๆ 40 ปีแล้ว  มีความพยายามอย่างมากของผู้บริหารเพื่อผลักดันไทยวาให้พ้นวิถีดำเนินเดิม ๆ อันจะทำให้มองเห็นอนาคตแจ่มชัดขึ้น วันที่สิ่งที่คาดหวังเหล่านี้ยังไม่อาจหาคำตอบได้แจ่มชัดนัก

บริษัท ไทยวา จำกัด THAI-WAH CO.,LTD. ดำเนินธุรกิจอย่างเงียบ ๆ  รู้กันภายในวงการว่าเป็นผู้บุกเบิก  อุตสาหกรรมแป้งมันอัดเม็ดเพื่อการส่งออก และมีโรงงานวุ้นเส้นที่ใหญ่ที่สุดของไทย

ต้นปี2529 ไทยวาทาวเวอร์สูง 23 ชั้นอุบัติขึ้นอย่างห้าวหาญริมถนนสาธร ประจันหน้าตึกสูงที่ผุดขึ้นอย่างมากในบริเวณนั้น เช่น สาธรธานี ของตระกูลหวั่งหลี ตึก   ไทยวาทาวเวอร์มูลค่าเกือบ 300 ล้านบาทสร้างบนที่ดินกว่า3 ไร่มูลค่าเพียงไม่กี่แสนบาท ซื้อเมื่อ 30 กว่าปีก่อน…

ปลายปี 2528 ไทยวาเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยรายล่าสุด         น้อยคนนักจะรู้ว่าไทยวามีความเกี่ยวข้องอย่างแนบแน่นกับ THE WAH-CHANG INTERNATIONAL GROUP สำนักงานใหญ่สิงคโปร์ อาจจะเรียกว่าเป็นบริษัทแม่ของไทวาก็ว่าได้ พิทักษ์ บุญพจน์สุนทร กรรมการผู้จัดการบริษัทไทยวาพูดอย่างเต็มปากเต็มคำกับผม

หากไม่มีสิ่งสองสิ่งที่ประกอบกันอย่างเหมาะเจาะเมื่อประมาณ 40 ปีก่อน ย่อมไม่มีบริษัทไทยวาเทรดดิ้งหรือไทยวาที่เติบใหญ่เช่นนี้

หนึ่ง-สงครามโลกครั้งที่สอง ต่อเนื่องมาจนถึงสงครามเกาหลีอันเป็นจุดปะทะที่นักล่าอาณานิคมสมัยใหม่มุ่งหวังมีอิทธิพลเหนือทะเลจีน ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ที่สำคัญของไทย อาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงก้าวใหญ่ โดยผลักดันธุรกิจไทยซึ่งเริ่มก่อตัวอย่างมากในห้วงเวลานั้น กระโจนออกมาเกี่ยวพันโดยตรงกับสังคมเศรษฐกิจโลก

ปัจจัยนี้ เป็นเนื้อดินอันอุดมสมบูรณ์ของการเกิดบริษัทไทยวา โดยเป็น “สิ่งที่เล็กที่สุด” สิ่งหนึ่งที่ยืนอยู่ในฝ่ายนักล่าอาณานิคมยุคใหม่นั้น

สอง-ดร.เคซีลี (Dr. K.C. Li) ผู้ก่อตั้งไทยวาเพียงเพื่อประโยชน์ชั่วคราว (โปรดอ่านเรื่อง ดร.เคซีลี คนเอเซียกับระบบอาณานิคมตะวันตก) วีทีลู ผู้บริหารซึ่งคลุกคลีกับไทยวาค่อนชีวิต เรียนรู้การบริหารธุรกิจระหว่างประเทศยุคแรก ๆ และมีน้ำอดน้ำทนไม่ยอมให้ไทยวาตายไปเมื่อหมดภาระหน้าที่ชั่วคราวที่ ดร.เคซีลี มอบหมาย   ยิดวา โฮ เห็นความสำคัญของไทยวา  อุ้มไทยวาออกจากวงจรเดิมพร้อม ๆ กับการอัดฉีดให้เติบโตและกำหนดทิศทางที่แน่นอนของธุรกิจแบบเอเซียอาคเนย์ และพี่ตั๊ก แซ่เตี๋ย หรือพิทักษ์ บุญพจน์สุนทร หรือปีเตอร์ เตียว ผู้มีส่วนในการเขียนประวัติศาสตร์หน้าแรก ๆ ของไทยวา สืบทอดภารกิจที่ได้รับมอบหมายอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ในฐานะมืออาชีพที่ดีคนหนึ่ง

ไทยวาเป็นบริษัทเดียวที่มีลักษณะพิเศษ คือมีความต่อเนื่องไม่ขาดสาย แตกต่างจากบริษัทใน WAH-CHANG INTERNATIONAL GROUP ซึ่งล้มลุกคลุกคลานเปิด ๆ ปิด ๆ แม้กระทั่งสำนักงานใหญ่ที่สิงคโปร์ อันเป็นศูนย์บัญชาการของกลุ่มนั้นยังเกิดหลังไทยวากว่า 20 ปี

ดร.เคซีลี ส่งผู้ช่วย-ไวทีฮวง มาดำเนินการจัดตั้งบริษัทไทยวาเทรดดิ้ง ขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2490 ทุนจดทะเบียนครั้งแรกเพียง 5 แสนบาท โดยฝ่าย ดร.เคซีลี ถือหุ้น 80%

ดร.ลี ประธานบริษัทวาชัง สหรัฐอเมริกามีสัญญาจัดหาแร่ดีบุกและแร่วุลแฟรมป้อนโรงงานผลิตอาวุธซึ่งผลิตให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ นัยว่าแร่วุลแฟรมเป็นวัตถุที่สำคัญมากทางยุทธศาสตร์ โดยใช้ทำหัวจรวดและชิ้นส่วนสำคัญของเครื่องบิน ดังนั้น ไทยวาเทรดดิ้งจึงมีหน้าที่เพียงประการเดียว เป็นตัวแทนรับซื้อแร่จากประเทศไทยและพม่าส่งไปให้บริษัทวาชัง รายได้ของบริษัทก็มีเพียงทางเดียวเช่นเดียวกัน จากค่านายหน้าประมาณ 3% ของมูลค่าแร่ส่งออก

จะเป็นเพราะความโชคดีหรือ CONNECTION ของคนจีนสาย “ก๊กมินตั๋ง” หรือทั้งสองอย่างก็เหลือเดา ไวทีฮวง พบวีทีลูก ซึ่งเป็นคนจีนฮ้อ สาย “ก๊กมินตั๋ง” คนหนึ่งในไทย วีทีลูเกิดที่ยูนานเช่นเดียวกับ ดร.ลี ว่ากันว่าจะเป็นญาติกันด้วย อพยพเข้าเมืองไทยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง วีทีลูซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโลห์ โลหอุ่นจิตร (บิดาของ ดร.เจษฎา โลหอุ่นจิตร ) ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการไทยวาเทรดดิ้ง ตั้งแต่เริ่มดำเนินการยาวนานมาประมาณ 30 ปี

วีทีลูผู้มีภารกิจของความเป็นคนจีนอีกปีกหนึ่ง โดยถือแผ่นดินไทยเป็นเรือนตาย เขาย่อมมีความคิดแตกต่างไปจาก ดร.ลี ซึ่งถือไทยวาเทรดดิ้งเป็นเพียงสาขาของบริษัทวาชังปฏิบัติหน้าที่มอบหมายให้เป็นการชั่วคราวเท่านั้น

ความต่อเนื่องของไทยวาเทรดดิ้ง ย่อมเป็นผลจากการทำงานด้วยน้ำอดน้ำทนของวีทีลูด้วย แต่กว่าความตั้งใจจะบรรลุเขาต้องเผชิญอุปสรรคนานาประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศแปรปรวน

ส่วนไวทีฮวง ประธานบริษัทนั้น รับนโยบายจากบริษัทแม่ที่สหรัฐฯ ก็ใช้ความพยายามทุกวิถีทางหาซื้อแร่ในจำนวนที่มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ วิธีแรก-เปิดสาขาตั้งศูนย์รับซื้อแร่ในจุดที่มีการทำเหมืองเพื่อสะดวกในการจัดซื้อ และจะปิดทันทีเมื่อไม่มีความจำเป็น

“เพื่อให้กิจการเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีกทางบริษัทฯ ได้มีสัญญาร่วมการค้ากับบริษัทเวสตินเทรดเดอร์ โดยบริษัทเวสตินเทรดเดอร์เป็นฝ่ายจัดหาสินค้า และบริษัทไทยวาเทรดดิ้งเป็นฝ่ายส่งสินค้าที่ซื้อมาได้ส่งออก…ผลกำไรทั้งหมดที่ได้นั้นแบ่งคนละครึ่งกับบริษัทเวสตินเทรดเดอร์ ผลกำไรครึ่งหนึ่งถือเป็นของบริษัทวาชัง ส่วนบริษัทไทยวาเทรดดิ้งได้ค่านายหน้า 3% จากครั้งหนึ่งของจำนวนสินค้าทั้งสิ้นที่ซื้อและส่งออกไปขาย” บันทึกรายงานการประชุมของบริษัทเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2492 ระบุถึงวิธีจัดหาแร่อีกวิธีหนึ่งของบริษัทไทยวาเทรดดิ้ง ขณะนั้นสงครามเกาหลีระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงพร้อม ๆ กับแร่อันเป็นยุทธปัจจัยจากไทยถูกส่งไปยังสหรัฐฯ เป็นจำนวนมาก ไทยวาเทรดดิ้งเปิดสาขาขึ้นหลายแห่งเพื่อกว้านซื้อแร่ที่ภูเก็ต หาดใหญ่ ยะลา และที่ร่างกุ้ง ประเทศพม่า

ปลายปี 2492 หลังจากบริษัทไทวาเทรดดิ้งดำเนินกิจการมาเป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รู้ฐานะการเงินของตนเลย ก็เปิดประชุมรับรองงบดุลเป็นครั้งแรก “การตกลงเกี่ยวกับค่านายหน้าที่จะได้รับจากบริษัทวาชัง ยังมิได้มีการเจรจาให้สำเร็จลงได้ เพราะว่าตัวประธานกรรมการบริษัทวาซัง (ดร.ลี) ซึ่งเป็นผู้ทราบเรื่องราวเหล่านี้ไม่อยู่ ออกไปสำรวจการค้าระหว่างประเทศ” นั่นคือรายงานการประชุมที่อ้างถึงสาเหตุของความล่าช้าของงบดุล

สงครามเกาหลีรุนแรงต่อเนื่อง สหรัฐฯเป็นจ่าฝูงพาเหรดนำทหารหลายชาติรุมสกรัมเกาหลีเหนือซึ่งมีจีนแดงหนุนหลังอย่างเต็มตัว กลางปี 2493 ราคาดีบุกและวุลแฟรมทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว ไทยวาเทรดดิ้ง ประสบปัญหาทางการเงิน เนื่องจากค่านายหน้าอันน้อยนิดไม่เพียงพอจะระดมซื้อแร่ วีทีลู กรรมการผู้จัดการ รายงานในการประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 25493 ว่า “…ทางบริษัทได้ติดต่อขอร้องให้ทางบริษัทวาชังได้ช่วยขึ้นอัตราค่าป่วยการให้สูงขึ้นกว่าเดิมสักเล็กน้อย ในการนี้ทางผู้จัดการบริษัทวาชังก็ได้แสดงความเห็นอกเห็นใจมายังบริษัท เป็นอย่างดี ในฐานะที่บริษัทตั้งหน้าทำประโยชน์ให้แก่บริษัทวาชังมาด้วยดี ทางผู้จัดการบริษัทวาชังจึงยินดีที่จะขึ้นอัตราค่าป่วยการให้กับบริษัทจาก 3% เป็น 4% แต่ทั้งนี้ยังไม่กล้ายืนยันเป็นหลักฐานที่แน่นอนกว่าจะได้นำเสนอต่อ ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทวาชัง…”

ในตอนนั้นมีคนเสนอว่าหากมีรายได้ทางเดียวเช่นนี้บริษัทไทยวาเทรดดิ้งจะลำบากมาก คณะกรรมการจึงวางโครงการจะเปิดแผนกงานต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอีก เช่น แผนกเดินเรือ แผนกประกันภัย แผนกคลังสินค้า และแผนกให้กู้ยืมเงิน

ปี 2494 ราคาแร่สูงขึ้นอีก คนไทยเริ่มหันมาสนใจค้าแร่กันมากขึ้น เจ้าของเหมืองแร่หลายรายทำการส่งออกเองโดยไม่ยอมผ่านคนกลาง ด้วยเหตุนี้ไทยวาเทรดดิ้งจึงหาซื้อแร่ส่งให้บริษัทวาชังได้น้อยมาก ต้องยุบสาขาหาดใหญ่ ยะลา และร่างกุ้ง และหันมาเปิดใหม่ที่ระนองแทน ความคิดที่จะส่งออกสินค้าอื่นเริ่มผุดในสมองของผู้บริหารบริษัทแล้ว

ปี 2495 สหรัฐฯ แพ้สงครามเกาหลีเศรษฐกิจของโลกเริ่มตกต่ำ ราคาแร่ในประเทศดลงอย่างรวดเร็ว บริษัทวาชังสหรัฐอเมริกาลดการซื้อลงอย่างมา

“นอกจากนี้ยังติดต่อขอลดค่าป่วยการซื้อแร่จาก 4% เหลือเพียง 3.5% ทางบริษัทได้ขอให้ประธานกรรมการขอบบริษัทไปติดต่อทาบทามขอให้ได้อัตราเดิม แต่คงได้รับยืนยันมาว่าจะให้ค่าป่วยการเพียง 3.5% เท่านั้น โดยบริษัทวาชังอ้างว่า ถ้าบริษัทจะต้องเสียค่าป่วยการมากมายเช่นนั้น ถ้าบริษัทจะต้องเสียค่าป่วยการมากมายเช่นนั้น บริษัทติดต่อขอซื้อจากบริษัทที่เป็นเจ้าของแร่โดยตรงอาจจะได้ราคาต่ำกว่าเสียอีก เรื่องนี้ทางบริษัทเห็นว่าถ้าขืนดื้อดึงไป ถ้าบริษัทวาชังไม่รับซื้อแร่ บริษัทจะอยู่ในฐานะลำบาก ทั้งราคาแร่ก็ตกต่ำมากมายเช่นนี้” บันทึกรายงานประชุมอันแสดงถึงความเจ็บปวดของบริษัทไทยวาเทรดดิ้ง กล่าวไว้เมื่อ 8 กรกฎาคม 2495

เหตุการณ์ได้เลวร้ายมาเรื่อยจนถึงขีดสุด ตั้งแต่เดือนกันยายน 2494 บริษัทไทยวาเทรดดิ้งยังคงส่งแร่ไปให้บริษัทวาชังอยู่ แต่ทว่าไม่ได้รับค่าป่วยการ เนื่องจากได้เปลี่ยนสภาพจากการเป็นตัวแทนเป็นการซื้อขายทั่วไป “บริษัทจะต้องทำการเสี่ยงอยู่บ้าง แต่บริษัทไหนให้ราคาดีเราก็ขายให้บริษัทนั้น การเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ก็เพราะราคาแร่ตกต่ำ ทางบริษัทยังอ้างว่าไม่อาจสู้ราคาและค่าใช้จ่ายในลักษณะเดิมได้”

ไทยวาเทรดดิ้งพยายามดิ้นรน โดยนำสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาขายแต่ก็ล้มเหลวอีกเช่นกัน ทำให้บริษัทประสบการขาดทุนทับทวี เกินครึ่งหนึ่งของเงินทุน ถึงได้มีการเสนอในที่ประชุมเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2496 ว่า “สมควรจะดำเนินต่อไปหรือไม่ ?”

ยิดวาโฮ ทำหน้าที่ประธานบริษัทเป็นครั้งแรก ประกาศว่าบริษัทจะต้องดำเนินการค้าต่อไป !

ยิดวาโฮ เป็นคนจีนเกิดในสิงคโปร์ เดินทางติดตามปู่กลับเมืองจีนและเริ่มเรียนหนังสือที่นั่น จนจบปริญญาตรีสาขาเศรษฐศาสตร์การเกษตร ปลายสงครามโลกครั้งที่สอง ได้รับทุนจากรัฐบาลจีนไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล, นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ที่คอร์แนล เขาพบสาวน้อยที่เรียนปริญญาตรีด้านวรรณคดีอังกฤษ อันเป็นจุดเริ่มต้นทำให้ชีวิตเขาหักเหในเวลาต่อมา เขามาทำงานกับบริษัทไทยวา ที่สาขาร่างกุ้ง ประเทศพม่า ใกล้บ้านเกิดเมืองนอน สาวน้อยคนนั้นต่อมาก็คือภรรยาของเขาที่หนุนส่งให้เขาเป็นนักธุรกิจผู้ยิ่งยงคนหนึ่งในเอเซียอาคเนย์

ผู้หญิงคนนั้นคือลูกสาว ดร.ลี ผู้ให้กำเนิดบริษัทวาชังในสหรัฐฯ และบริษัทไทยวาเทรดดิ้งในประเทศไทยนั่นเอง !

ยิดวาโฮ ทำงานที่สาขาร่างกุ้งเป็นเวลา 3 ปีกว่า เมื่อกิจการค้าแร่ตกต่ำ สาขาที่นั่นถูกปิด เขาจึงได้รับมอบหมายมาเป็นประธานบริษัทไทยวาเทรดดิ้ง ต่อจากไวทีฮวง

เมื่อยิดวาโฮ เข้ามา ไทยวาเทรดดิ้งก็เริ่มส่งออกสินค้าหลากหลายชนิดมากขึ้น โดยเฉพาะแป้งมันสำปะหลัง พิทักษ์ บุญพจน์สุนทร กรรมการผู้จัดการบริษัทไทยวาซึ่งเป็นพนักงาน 1 ใน 6 คนแรก เล่าถึงความเป็นมาช่วงนั้นให้  ฟังว่า “เราสนใจแป้งมันสำปะหลังซึ่งสมัยนั้นไม่มีใครสนใจเลย และไม่มีการส่งออกด้วย เราเริ่มส่งออกปีละไม่ถึง 100 ตัน และก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยซื้อแป้งจากชาวบ้านคนหนึ่งทำได้ไม่กี่ตัน คุณภาพแป้งต่ำมาก มีกลิ่นไม่ถูกสุขอนามัย ดีที่เราส่งไปสหรัฐฯ ไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม

ปี 2502 ไทยวาเทรดดิ้ภายใต้การนำของ ยิดวาโฮ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด เพิ่มทุนรวดเดียวจาก 5 แสนบาท เป็น 20 ล้านบาท        ว่ากันว่า ภรรยาของยิดวาโฮ หรือลูกสาวของ ดร.ลี เลียนฟุงโฮ ได้รับมรดกจาก ดร.ลี ภายหลังการแต่งงาน และมีความเห็นดีเห็นงาม ขนเงินมาลงทุนในประเทศไทย ยิดวาโฮกับภรรยาถือหุ้นประมาณ 50%

จุดเปลี่ยนตรงนี้ชี้นัยสำคัญบางประการ   1) ไทยวาเทรดดิ้งพ้นพันธะจากการเป็นสาขาของวาชังอย่างสิ้นเชิง ดำเนินกิจการอย่างเอกเทศในประเทศไทย อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ยิดวาโฮปักหลักในประเทศไทยเป็นเวลานานเกือบ 20 ปี     2) เลิกค้าแร่อย่างเด็ดขาด โดยมุ่งทำการค้าที่ไทยวาเทรดดิ้งบุกเบิกไว้ก่อนหน้านั้น

การลงทุนก่อสร้างโรงงานเกิดขึ้นในตอนนั้น โรงงานผลิตแป้งมันสำปะหลังแห่งแรกอยู่ที่ อ.ศรีราชา ชลบุรี การเพิ่มทุนครั้งนี้ พิทักษ์ บุญพจน์สุนทร ได้เข้ามาเป็นกรรมการบริษัท หลังจากทำงานกับบริษัทนี้มาแล้วถึง 10 ปี

พิทักษ์ หรือพีตั๊ก เกิดที่ซัวเถา อพยพตามบิดามาเมืองไทยตั้งแต่เด็ก ๆ เรียนจบแค่ ม.2 ที่โรงเรียนมงฟอร์ด เชียงใหม่ มาสมัครงานในตำแหน่งพนักงานพิมพ์ดีดของไทยวาเทรดดิ้ง “ผมเริ่มทำงานตอนนั้นยังนุ่งกางเกงขาสั้น สำนักงานมีคนงานเพียง 6 คน ผมทำงานแทบทุกอย่าง จึงเรียนรู้งานทุกอย่างของบริษัท จนมาเป็นเลขาฯ นายห้างโฮ” เขาฟื้นความหลังที่นานกว่า 2 ใน 3 ของชีวิตเขากับผม

พิทักษ์เล่าว่าโรงงานแป้งมันของไทยวาเทรดดิ้ง ต้องซื้อเครื่องจักรส่วนสำคัญมาจากต่างประเทศมาเป็นชิ้น ๆ มาประกอบในเมืองไทย “หัวใจของเครื่องจักรนั้นก็คือ SEPERATER แม้แต่ขณะนี้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศอยู่ SEPERATOR เป็นเครื่องที่ทำการแยกแป้งออกจากหัวมัน” เขาบรรยายเป็นความรู้ประกอบ

เพราะการที่มีการส่งออกแป้งนั่นเอง จึงมีส่วนกระตุ้นโดยตรงต่อการเพิ่มพื้นที่การปลูกมันสำปะหลังในประเทศไทย ทว่าตลาดส่งออกแป้งมันยังแคบมาก ไทยวาเทรดดิ้งจึงต้องบุกเบิกตลาดใหม่ ๆ ออกไปจากสหรัฐอเมริกามุ่งสู่ยุโรป แหล่งเลี้ยงสัตว์แห่งใหญ่ของโลก เพียงแต่ว่าแป้งมันที่ไทยวาเทรดดิ้งผลิตได้นั้นมีคุณภาพดีเกินไป

“เราเอามันมาตากแห้ง ป่นเป็นผงบรรจุกระสอบส่งไปขายยุโรป แต่เนื่องจากแป้งมันป่นมาก น้ำหนักเบา เมื่อคำนวณค่าขนส่งต่อเที่ยวแล้วไม่คุ้ม ผู้ซื้อรายหนึ่งของเราจึงเสนอให้ทำเป็นมันอัดเม็ด” พิทักษ์เล่าถึงมันสำปะหลังชนิดใหม่ที่ไทยวาส่งไปขายให้โรงงานอาหารสัตว์ในยุโรป ผู้ซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายนั้น คือ WAREN IMPORT GESELISCHAFT KRONE & C หรือเรียกสั้น ๆ ว่า KROHN

เวลานั้นไทยวาเทรดดิ้ง มีโรงงานแป้งมันอีก 2 โรง ที่อำเภอบางปะกง ฉะเชิงเทรา ยิดวาโฮจึงตัดสินใจติดตั้งเครื่องจักรผลิตมันอัดเม็ด (PELLEST) ราคา 3.5 แสนมาร์ค (ราคาตอนนั้น) ที่โรงที่สอง ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิตมันอัดเม็ดไปตลาดยุโรป นับย้อนจากวันนี้ที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายกำลังถกและแก้ปัญหาการส่งออกมันอัดเม็ดไปอีอีซีอย่างหนัก ราว ๆ 2 ทศวรรษ

โครห์น-ยักษ์ใหญ่คอมอดิตี้ของโลก สำนักงานใหญ่อยู่ที่ฮัมบรูกช์ เยอรมันนี เข้ามาเมืองไทยครั้งแรกในตอนนั้น จนฝังรากลึก หากินในเมืองไทยต่อเนื่องมา ต่อมากลายเป็น PARTNER ที่อยากถอนตัวแต่ถอนไม่ออกของบริษัทเจ้าพระยาพืชไร่ กลุ่มศรีกรุงวัฒนา ของสว่าง เลาหทัย

ยิดวาโฮ ผู้มี BACK ดี เริ่มขยายฐานธุรกิจในไทยมากขึ้น ต่อมาตั้งโรงงานผลิตวุ้นเส้นที่ใหญ่มาก โดยใช้ชื่อว่าบริษัท วาลัญ จำกัด บริษัทนี้ในครั้งแรก ยิดวาโฮและครอบครัวถือหุ้นทั้งหมด ในทางกฎหมายนั้นไม่ขึ้นกับไทยวา แต่ทางความเป็นจริงผู้บริหารชุดเดียวกัน พิทักษ์บอกว่าเพิ่งเมื่อไม่นานมานี้ที่ไทยวาเขาถือหุ้นประมาณ 30%

ที่ยิดวาโฮมุ่งหนักบุกเบิกอุตสาหกรรมอาหารอย่างหนัก เพราะภรรยาของเขาจบการศึกษาด้านเคมีจากMILK COLLEGE(ก่อนจะมาเรียนต่อที่คอร์แนล) เป็นกำลังใจและมีส่วนช่วยแก้ปัญหา เกี่ยวกับปัญหาคุณภาพแป้งมาก ยิดวาโฮเป็นคนรักภรรยา เขาเคยให้สัมภาษณ์ถึงความดีของภรรยาเขากับหนังสือพิมพ์ธุรกิจในเมืองไทยฉบับหนึ่งว่า “ตลอดชีวิตของผม ภรรยาผมมีส่วนช่วยทางด้านธุรกิจต่าง ๆ ของผมมาก ช่วยมากว่า 20 ปีแล้ว”

อยู่ในเมืองไทยนานเข้า ยิดวาโฮย่อมรู้จักนักธุรกิจไทยใหญ่ยุคนั้นเกือบทุกคน สุริยน ไรยวา นักธุรกิจผู้ยิ่งยงคนหนึ่งในยุคนั้น เป็นเพื่อนของเขา สุริยนเป็นนักธุรกิจที่มีกิจการแขนงต่าง ๆ มากมาย แต่แทบจะไม่ประสบความสำเร็จสักอย่างเอาเสียเลย อุตสาหกรรมแป้งสาลีเป็นอีกแขนงหนึ่งที่สุริยน ไรยวา เป็นผู้บุกเบิก โดยใช้ชื่อว่า บริษัทยูไนเต็ดฟลาวมิลล์ โรงงานผลิตแป้งสาลีรายแรกของประเทศไทยนี้เกิดขึ้นประมาณปี 2504 ยังไม่ทันจะดำเนินกิจการ สุริยนต้องวิ่งมาหา ยิดวาโฮให้ช่วยเหลือ ยิดวาโฮจึงเข้า TAKE OVER ดำเนินกิจการมาด้วยดี จนมาถึงปี 2522 จึงได้ขายออกไปให้กับกลุ่มศรีกรุงวัฒนาของเสี่ยสว่าง เลาหทัย

ไทยวาเทรดดิ้งเปลี่ยนชื่อเป็นไทยวา เมื่อปี 2509 ก่อนเวลา 1 ปีที่ยิดวาโฮต้องจากเมืองไทยไป

แม้เขาจำต้องจากเมืองไทย แต่เป็นการจากไปที่มีความมั่นใจว่าธุรกิจของเขาในเมืองไทยมั่นคง กลุ่มประชาคมยุโรป (อีอีซี.) รับซื้อผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังหลังจากไทยไม่อั้นไทยวาเป็นหัวแถวผู้ส่งออกที่เริ่มเติบโตตามแรงดีมานด์นั้น ด้านภายในประเทศ โรงงานวุ้นเส้นของบริษัทวาลัญนั้นเล่าก็ครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 50% เข้าไปแล้ว

โลห์ โลหอุ่นจิตร และพิทักษ์ บุญพจน์สุนทร หรือทั้งคู่ก็เป็นงาน เขาเพียงยืนคุมอยู่ห่าง ๆ ไทยวาก็ไปโลด

ยิดวาโฮ (RIH HAW HO) จากไปรับใช้ชาติ ซึ่งเขาฝันไว้นานแล้ว่าสักวันหนึ่งจะต้องกลับไปสิงคโปร์บ้านเกิด เพราะเหตุผลนี้เองเมื่อเขาสมัครงานกับบริษัทวาชังสหรัฐฯ เมื่อปี 2492 จึงตัดสินใจมาประจำที่ประเทศไทย “ผมกะไว้ในใจแล้วว่า เมื่อผมมาทำงานในไทย ผมจะมีตั๋วฟรีมาเมืองไทย ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ สิงคโปร์” เขาเคยกล่าวไว้

ยิดวาโฮกลับสิงคโปร์อย่างสมเกียรติ !

ปี 2508 สิงคโปร์ได้รับเอกราชจากอังกฤษ 2511 นายกรัฐมนตรีลีกวนยูเชิญยิดวาโฮกลับประเทศและแต่งตั้งให้เป็นเอกอัครราชฑูตประจำที่ประเทศไทย 3 ปีครึ่ง เขาหอบหิ้วครอบครัวกลับสิงคโปร์พร้อม ๆ กับการตั้งบริษัทวาชัง อินเตอร์เนชั่นแนล ขึ้นในปีนั้น

“พอดีช่วงนั้นภรรยายนายห้างไปรับช่วงงานที่อเมริกา เพราะ ดร.ลี มาเสียในระยะเดียวที่นายห้างตั้งบริษัทในสิงคโปร์ขึ้นมาอีก ขณะนั้นเวลาส่วนใหญ่ของเขาอยู่ที่สิงคโปร์ แต่ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของไทยวา โดยจะเดินทางมาทุกเดือน ๆ ละ 2-3 วัน” พิทักษ์ บุญพจน์สุนทร กรรมการผู้จัดการไทยวา ผู้ได้ชื่อว่าเป็นคนที่ยิดวาโฮรักและไว้วางใจมากที่สุด เล่าให้ฟัง

แม้ไม่มียิดวาโฮ ไทยวาก็เดินหน้าไปเรื่อย ๆ เพราะสถานการณ์การค้าผลิตภัณฑ์สำปะหลังหนุนส่งอย่างยิ่ง การเติบโตเป็นไปอย่างมั่นคงจนมาถึงปี 2525 ที่ประชาคมเศรษฐกิจยุโรปได้จำกัดปริมาณการนำเข้า ในขณะที่ประเทศไทยขยายฟื้นที่ปลูกมันสำปะหลังอย่างยั้งไม่อยู่ ผู้ส่งออกมันอัดเม็ดเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด ก่อให้เกิดผลผลิตส่วนเกินอย่างมากมาย ซึ่งไทยวาถอยไม่ได้เสียแล้ว !

เพราะมีโรงงานผลิตมันอัดเม็ด 2 โรงกำลังการผลิตประมาณ 1,200 ตัน/วัน มีโกดังเก็บสินค้า 4 แห่ง บรรจุสินค้าได้ 140,000 ตัน

ส่วนธุรกิจส่งออกแป้งมันนั้น ไทยวามีโรงงานผลิต 3 โรง แต่ดีหน่อยที่ถึงแม้คู่แข่งส่งออกจะมาก แต่ไม่มีใครแซงไทยวาได้เลยไทยวาครองแชมป์การส่งออกแป้งมันตั้งแต่วันแรก ทว่ามูลค่าน้อยกว่าการส่งออกมันอัดเม็ดอยู่มาก

พิทักษ์เปิดใจ ว่าเมื่อการค้าผลิตภัณฑ์สำปะหลังและสินค้าพืชไร่ตัวอื่น เช่น ปอ ซบเซา ไทยวาก็เริ่มมองหาธุรกิจอื่น “ทีแรกเราไม่ได้ตั้งใจจะทำธุรกิจ REAL ESTATE เสียทีเดียว เพียงแต่คิดในครั้งแรกว่าจะสร้างสำนักงานบริษัทของตนเองขึ้นมา ที่ดินก็มีอยู่แล้วที่ถนนสาธรหรือสำนักงานเดิม”

เดิมไทยวามีสำนักงานอยู่ที่เลขที่ 21 ถนนสาธร บนที่ดินสร้างไทยวาทาวเวอร์ปัจจุบัน ต่อมาเมื่อกิจการขยายที่เดิมคับแคบ จนต้องไปเช่าอาคารเคี่ยนหงวน ถนนวิทยุ

“เป็นจังหวะเหมาะที่ กทม. แก้ไขเทศบัญญัติให้สร้างตึกสูงบริเวณนั้นได้ แต่ก่อนให้สร้างเฉพาะที่อยู่อาศัย อีกประการหนึ่งที่ดินตรงนั้น เราซื้อมากว่า 30 ปีราคาถูกมาก หากจะสร้างเป็นอาคารชุดให้เช่าน่าจะเป็นไปได้” พิทักษ์บอก

สิ่งที่พิทักษ์ปฏิเสธไม่ได้คือ การตัดสินใจสร้างไทยวาทาวเวอร์ 23 ชั้นนั้น ได้รับการกระตุ้นจากช่วงที่ CONDOMINIUM บูมอย่างมาก ๆ ในปี 2525-27

“โครงการนี้สำเร็จอย่างดี เราก็จะจับ REAL ESTATE ต่อไป ปัจจุบันเรามีที่ประมาณ13 ไร่ที่บางนาพอจะทำ CONDOMINIUM ได้อีกจุดหนึ่งได้ซื้อที่ที่ภูเก็ตไว้หลายร้อยไร่ มีโครงการที่จะทำโรงแรมแบบรีสอร์ต พิทักษ์ เล่าถึงแผนการ DIVERSIFIED อย่างไม่ได้ตั้งอยู่

จนมาถึงการก่อสร้างตึกสูง หรือ OFFICE CONDOMINIUM เริ่มซบเซา ไทยวาก็เริ่มคิดหนัก โครงการสร้างรีสอร์ตที่ภูเก็ตจึงต้องชะลอมาเรื่อย ๆ พิทักษ์หรือปีเตอร์ยอมรับว่า ไทยวาและบริษัทแม่วาชัง อินเตอร์เนชั่นแนล ไม่มีประสบการณ์ด้านนี้เลย “หากจะทำจริง ๆ จะต้องร่วมทุนกับคนอื่น ตอนนี้กำลังหา PARTNER อยู่”

อย่างไรก็ตามเพราะมีไทยวาทาวเวอร์ รายได้ของไทยวาจึงไม่ลดลงมากกว่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากยอดการขายไทยวาทาวเวอร์ 2 ปีที่ผ่านมาก็นับสิบ ๆ ล้านบาทเหมือนกัน และเมื่อบวกกับดอกเบี้ยแล้วจึงทำให้รายได้ ยังอยู่ในระดับ 900 กว่าล้านบาท/ปี ในปี 2527 และปี 2528

เพราะไทยวามีความ “สัมพันธ์” กับวาชัง อินเตอร์เนชั่นแนล โดยเฉพาะสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์ เมื่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่สิงคโปร์เผชิญวิกฤติรุนแรงอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน ผลนั้นย่อมส่งต่อมาถึงไทยวาด้วย !

“เราก็ไม่ได้ช่วยอะไรโดยตรง แต่หากว่าเขาสามารถหาตลาดสินค้าที่เราเคยขายได้ เราก็จะให้เขาส่งมอบ หรือไม่ก็ส่งธุรกิจบางอย่างมาหางานในเมืองไทย” พิทักษ์ไม่ยอมรับตรง ๆ

สิ่งที่พิทักษ์พูดนั้น วงการค้าแป้งมันพูดกันมาตั้งแต่ปี 2528 แล้ว “ผมแปลกใจทำไมออเดอร์แป้งมันของไทยวาลดลงไปมาก โดยเฉพาะจากรัสเซียซึ่งผูกขาดกับไทยวาตลอดมา เคยซื้อปีละเป็นแสนตัน แต่กลับไปซื้อจากสิงคโปร์แทน และที่น่าแปลกคือสิงคโปร์ไม่มีแป้งมันส่งออกเอง” จุดนี้เองอาจวิเคราะห์ว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ยอดขายของไทยวาลดลงไป

ปี 2528 ไทยวาตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมา 2 บริษัท-บริษัทวาชัง อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด และบริษัทยูไนเต็ด อินซุเลชั่น เซอร์วิส (ประเทศไทย) จำกัด โดยบริษัทแรกนำเข้าฉนวนกันความร้อนประเภทใยหินและแร่กัดกร่อน (จากสิงคโปร์) บริษัทหลังออกแบบและติดตั้งฉนวนกันความร้อน “เราทำงานประสานกันเนื่องจากว่างานเหล่านี้ที่สิงคโปร์ไม่มี ขณะเดียวกันเราเห็นว่าที่เมืองไทยพอมีก็ตั้งบริษัทเหล่านี้ขึ้นมาหางาน” แต่เมื่อถามพิทักษ์ว่าประสบความสำเร็จตามที่คาดหรือไม่ เขาตอบ “ไม่ดีเท่าที่ควร เพราะเมืองไทยก็เศรษฐกิจไม่ดีเหมือนกัน”

ภาพรวมของไทยวาตั้งแต่ปี 2525 นั้นแสดงความอึดอัดพอสมควร กล่าวคือมีเงินมีทรัพย์สิน แต่แปรสภาพเป็นผลผลิต เป็นกำไรเป็นกอบเป็นกำอย่างลำบาก แต่นี่ยังดีกว่า วาชังอินเตอร์เนชั่นแนล ที่

ว่ากันว่า ยิดวาโฮ ประธานไทยวาปัจจุบันนั้นเชื่อมือพิทักษ์ บุญพจน์สุนทร และทีมงานคนหนุ่มว่าสามารถจะบริหารกิจการไทยวาในประเทศไทยไปได้ โดยมีข้อแม้ว่า ต้องมีคนอย่างเขาคุมทิศทางอยู่ โฮมีประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่น้อยเกี่ยวกับผู้สืบทอด

เรื่องสร้างคน โดยเฉพาะคนที่มองการณ์ไกล เป็นภาระหน้าที่เร่งด่วนของไทยวา เรื่องนี้ ยิดวาโฮคิดหนัก แม้แต่พิทักษ์ บุญพจน์สุนทร ยังยอมรับกับว่าเขาเองก็ให้ความสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ

กิจการวาชังสหรัฐอเมริกาที่ ดร.ลี ก่อตั้งนั้น เมื่อ 30-40 ปีก่อนเป็นปราการที่เข้มแข็งที่สุดของ THE WAH-CHANG GROUP แต่เมื่อขาด ดร.ลี ปัจจุบันกิจการในสหรัฐฯ ของกลุ่มฯ เหลือน้อยนิด สวนกิจการในสิงคโปร์นั้น เขารู้สึกเบาใจขึ้นมาบ้าง เมื่อกวาง ปิง โฮ ลูกชายของเขาเข้ามาคุมงาน ในขณะที่เขาเป็นพี่เลี้ยงได้และยังแข็งแรงอยู่ในไทยก็เหมือนกัน เขาควรจะทำอะไรบางอย่างให้เรียบร้อย ซึ่งเมื่อเขาไม่มีชีวิตแล้ว กิจการที่เขาสร้างขึ้นจะไปล้มตามไปด้วย !

การเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ของไทยวา จึงเป็นทางออกที่สำคัญทางหนึ่ง

“นายห้างโฮ เขามาตั้งตัวในเมืองไทย เริ่มตั้งแต่ค้าแร่เป็นต้นไป และเปลี่ยนมาเรื่อย ๆ นับว่ากิจการเจริญพอสมควร ในเมื่อเขาจากไปสิงคโปร์ เขาก็คิดถึงลูกน้องอย่างผมเป็นต้น  ให้โอกาสเรารับซื้อหุ้นจากบริษัทในราคาถูก เขาคิดว่าในเมื่อบริษัทไทยวาเจริญในเมืองไทยก็ควรเป็นขอบคนไทย” พิทักษ์ให้เหตุผลประการแรก

“อีกประการหนึ่ง เมื่อนายห้างไม่ได้ประจำในเมืองไทยแล้ว ลูกหลานเขาก็อยู่สิงคโปร์ เขาคิดว่าหากจะให้บริษัทเจริญ ควรจะมีบุคคลภายนอกมาร่วมบริหาร และอยู่ในรูปของบริษัทมหาชน ให้โอกาสคนที่มีความสามารถเข้ามาบริหารบริษัทได้ อันนี้เป็นดำริของนายห้างโฮ เขาบอกว่าควรทำเสียตั้งแต่เขายังมีชีวิตอยู่ เขามีประสบการณ์ว่า ตระกูลของเขาเองเคยสร้างบริษัทใหญ่ ๆ ขึ้นมา เช่น ในนิวยอร์ค เนื่องจากไม่มีใครสืบทอด ก็ไม่เจริญและยุบไป…” พิทักษ์เน้นถึงสิ่งนี้ในทำนองว่าการเข้าตลาดหลักทรัพย์ของไทยวานั้น กระทำเพื่ออนาคตและอาจจะเรียกได้ว่าเป็นเจตนารมณ์สุดท้ายของยิดวาโฮ

“แม้ในทางความเป็นจริงไทยวาจะเป็นบริษัทลูกของวาชัง แต่ในทางกฎหมายเราเป็นบริษัทของคนไทยที่ดำเนินกิจการอย่างอิสระแล้ว” กรรมการผู้จัดการวไทยวากล่าวตอนท้าย

ยิดวาโฮ มองการณ์ไกลสมกับเป็นนักการทูตและเป็นปัญญาชน ซึ่งเขามีประสบการณ์สำคัญอย่างหนึ่งว่า ไทยวาเกิดขึ้นจากสถานการณ์ การเติบโต และ DIVERSIFIED ล้วนถูกสถานการณ์บีบมาตลอด หากไม่มีเขาหรือผู้บริหารที่มองการณ์ไกลด้วยแล้ว อนาคตของไทยวาไม่มีมองออก แต่เมื่อไทยวาเป็นบริษัทมหาชนเมื่อปลายปี 2528 แล้ว

ยิดวาโฮ คิดว่าเขาไม่ได้ย่ำรอยเท้าเดิมของ ดร.เคซีลี ผู้เป็นพ่อตาอีกต่อไปแล้ว

จากเรื่อง THAI-WAH :THE MAN, THE SITUATION AND THE FUTURE

นิตยสารผู้จัดการ   พฤษภาคม 2529

Advertisements

No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s