จากกรณี ยูเอ็มไอ(2)

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งยูเอ็มไอและอาร์ซีไอ  ดำเนินไปอย่างที่ควรเป็น   รวมทั้งสามารถ   ผ่านช่วงเลวร้ายทางเศรษฐกิจมาได้  ในที่สุด มาสู่จุดพลิกผันอีกครั้ง จึงเป็นเรื่องที่ควรสนใจ

 

สถานการณ์ธุรกิจเซรามิก เริ่มต้นตื้นเต้นขึ้น ตั้งแต่ช่วงปี2530 เป็นต้นมา  ธุรกิจเติบโตขึ้นและมีการแข่งขันอย่างเข้มข้น ในตลาดซึ่งมีผู้ผลิตหลายราย  แต่ละรายมีกำลังการผลิตและความสามารถไม่แตกต่างกันนัก  ช่วงนั้นเอสซีจีเพิ่งตั้งหลัก ปรับโครงสร้างธุรกิจในระดับหนึ่ง   ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้างไปมากกว่ากระเบื้องเซรามิกแล้ว  จากนั้นในยุคชุมพล ณ ลำเลียง(เริ่มต้นปี 2536) ธุรกิจวัสดุก่อสร้างของเอสซีจีโลดโผนอย่างแท้จริง ด้วยการลงทุนในสหรัฐฯ อย่างจริงจังเป็นครั้งแรก    แม้จะถือเป็นบทเรียนแห่งความล้มเหลว แต่ก็สะท้อนสถานการณ์ธุรกิจเซรามิคโดยรวม ว่าได้เปลี่ยนแปลงไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว

นั่นคือการแบ่งผู้เล่นออกจากกันอย่างชัดเจน  ระหว่างผู้นำตลาดซึ่งเป็นรายใหญ่มากๆ กับรายเล็กๆที่อยู่ในตลาด ยูเอ็มไอกับอาร์ซีไออยู่ในกลุ่มหลัง

ตลาดกระเบื้องเซรามิคมีการแข่งขันกันค่อนข้างรุนแรงต่อเนื่องมาหลายปี นอกจากจะเป็นการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตภายในประเทศแล้ว ในช่วง 4 – 5 ปีที่ผ่านมา ยังมีกระเบื้องนำเข้ามาจากต่างประเทศเข้ามาแข่งขันเพิ่มขึ้น ด้วยโดยเฉพาะกระเบื้องพอร์ซเลน (Porcelain Tile) จากประเทศจีนที่มีราคาต่ำมีบทบาทมากขึ้น เป็นลำดับ ตัวแทนจำหน่ายหลายรายได้หันมาเป็นผู้นำเข้ากระเบื้องโดยตรงแทนการสั่งซื้อจากผู้ผลิตภายในประเทศ ในขณะที่พฤติกรรมการซื้อกระเบื้องของผู้บริโภคปรับเปลี่ยนเป็นให้ความสำคัญกับเรื่องของราคามากขึ้น กว่าในอดีต ประกอบกับผู้ผลิตในประเทศส่วนใหญ่ที่มีกำลังการผลิตเกินกว่าความต้องการของตลาด จึงมีความต้องการระบายสินค้าของตนเองให้ออกไปสู่ท้องตลาด มีการลดราคาสินค้า ร่วมกับการให้ส่วนลดแก่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายในอัตราที่สูงขึ้น เพื่อส่งเสริมสินค้าของตน

การส่งออกผลิตภัณฑ์เซรามิคส่วนใหญ่จะส่งไปยังประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย จีน เยอรมนี และประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยยอดการส่งออกกระเบื้องปูพื้น บุผนังในปี 2554 มีการส่งออกลดลงเป็นอย่างมากในตลาดสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป จากผลกระทบของสภาวะเศรษฐกิจ”นี่คือสถานการณ์ปัจจุบัน (างมาจากความเห็นของที่ปรึกษาของผู้ถือหุ้นเกี่ยวกับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ บริษัท โรแยล ซีรามิค อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน)–บริษัท แคปปิตอล แอ๊ดแวนเทจ จำกัด แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ 31 พฤษภาคม 2555

 ที่ปรึกษาทางการเงินรายนี้ ซึ่งว่าจ้างโดยอาร์ซีไอ  ให้ความเห็นในประเด็นสำคัญไว้อย่างน่าสนใจ

–เกี่ยวกับอาร์ซีไอ ในขณะนั้นอยู่ในกระบวนการขายหุ้นประมาณ 40% ให้กับยูเอ็มไอ

“การที่กิจการประสบปัญหาขาดทุนสุทธิจากการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการดำเนินธุรกิจของกิจการ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องพลิกฟื้นสถานการณ์และปรับแผนในการดำเนินธุรกิจโดยเร็วเพื่อมิให้ประสบผลขาดทุนจากการดำเนินงานเช่นที่ผ่านมา รวมทั้งล้างผลขาดทุนสะสมที่มีกว่า259.42 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นเหลือเท่ากับ 281.11 ล้านบาท โดยหากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นที่ผ่านมาและกิจการมิได้มีการเพิ่มทุนอาจจะส่งผลทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบภายในระยะเวลาไม่นานนัก ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ยิ่งเป็นการยากต่อการแก้ไขผลประกอบการมากกว่าการดำเนินการในช่วงนี้”

–ขณะเดียวกันก็ประเมินยูเอ็มไอในฐานะผู้เข้าซื้อกิจการอาร์ซีไอไว้ด้วย

“เมื่อพิจารณาถึงความสามารถการดำเนินธุรกิจในภาพรวมของผู้ทำคำเสนอซื้อ ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันผู้ทำคำเสนอซื้อมีผลประกอบการที่ดี โดยมีกำไรสุทธิต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งในช่วงดังกล่าวมีหลายๆ ปัจจัยภายนอกที่ส่งกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และส่งผลต่อเนื่องมาสู่อุตสาหกรรมต่างๆ รวมทั้งอุตสาหกรรมของผู้ทำคำเสนอซื้อและกิจการด้วย จึงถือได้ว่าผู้ทำคำเสนอซื้อเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่มีศักยภาพรายหนึ่งในอุตสาหกรรม อีกทั้งยังมีความเข้าใจถึงสภาพปัญหาของการดำเนินธุรกิจของอุตสาหกรรมนี้เป็นนอย่างดี”

อาร์ซีไอ—ในมุมมองของตระกูลสังขะทรัพย์ ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่และผู้บริหาร ย่อมถือเป็นธุรกิจสำคัญของตระกูลที่เหลืออยู่ ในฐานะครอบครัวธุรกิจเก่าแก่รายหนึ่งของสังคมไทย ขณะเดียวกันมีแนวโน้มไปทางเดียวกับธุรกิจอื่นๆทีมีอยู่ก่อนหน้านั้น   –โรงเรียนสมถวิลราฃดำริโรงเรียนเก่าแก่ของกรุงเทพ มีศิษย์เก่ามีชื่อหลายคน เช่น กรณ์ จาติกวนิช ได้ปิดกิจการไปแล้วตั้งแต่ช่วงวิกฤติการณ์ ปี 2540 เช่นเดียวกับการเกิดขึ้นโครงการคอนโดมิเนียมชั้นดี ซึ่งเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพียงโครงการเดียวทีเคยทำ

อย่างไรก็ตามผู้คนวิเคราะห์กันว่าอาร์ซีไอ มีความพยายามพอสมควรในการปรับปรุงกิจการ  พิจารณาจากคณะกรรมการบริษัท  ซึ่งประกอบไปด้วยผู้คนที่มีรู้ความสามารถในวงการธุรกิจ  แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งของสถานการณ์  หากประเมินในภาพรวม กรณีสินค้าจากจีนกับการเกิดAEC    ควรจะเป็นสถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อที่ควรพิจารณา เช่นเดียวกับบทเรียนของธุรกิจเก่าหลายรายที่ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ เพราะทายาทมีความสนใจหรือตั้งใจดำเนินธุรกิจหรือกิจการอย่างอื่น    แม้ว่าช่วงเวลา2ทศวรรษที่ไม่ค่อยราบรื่นของอาร์ซีไอ สะท้อนว่าการเรียนรู่ของบรรดาทายาทตระกูลสังขะทรัพย์ได้ใช้เวลาพอสมควรทีเดียว

ส่วนยูเอ็มไอ ถือเป็นกิจการของตระกูลธุรกิจเก่าแก่รุ่นเดียวกัน  แต่มีทีมงานที่มีปีระสบการณ์ธุรกิจมาอย่างดี เป็นทีมผู้บริหารที่ต่อเนื่องอย่างมาก  ภายใต้โครงสร้างที่มีบุคลิกเฉพาะ

ผู้บริหารปัจจุบัน โดยเฉพาะ ปวีณา  เหล่าวิวัฒน์วงศ์  มีประสบการณ์ในยูเอ็มไอมายาวนาน ตั้งแต่ตำแหน่งสมุห์บัญชี จนถึงประธานกรรมการบริหาร อาจถือว้าในธุรกิจเซารามิกในประเทศไทย เธอคงเป็นคนเดียวที่มีประสบการณ์ยาวนานที่สุด มาอย่างน้อย3 ทศวรรษ   ที่สำคัญ เธอสามารถก้าวผ่านจากประสบการณ์ในฐานะนักบัญชีต้นทุน ไปสู่การบริหารพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์   และเธอก้าวผ่านจากมืออาชีพ มาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับสองรองจากตระกูลเพ็ญชาติ

ฝ่ายตระกูลเพ็ญชาติ เริ่มมีบทบาทบริหารมากขึ้น ตั้งแต่ในช่วงก่อนวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจเป็นต้นมา

เศรณี เพ็ญชาติ เข้ามาดำรงตำแน่งประธานกรรมการ  ถือเป็นการผสมผสานที่น่าสนใจ ในฐานะเขามีประสบการณ์การบริหารธนาคาร ที่สำคัญเขามีประสบการณท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างผู้ถือหุ้นสองฝ่าย เชื่อว่าเขาจะนำบทเรียนมาใช้ได้ดี ที่ยูเอ็มไอ  ซึ่งมีโครงสร้างคล้ายกัน

เศรณี เพ็ญชาติ เป็นคนที่มีมุมมองและเข้าใจ ธุรกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง  แม้เป็นคนค่อนข้างเก็บตัว  แต่ก็มีความสัมพันธ์กับวงการธุรกิจต่างๆอย่างดีทั้งแวดวงการเงินและต่างประเทศ

ผมค่อนข้างเชื่อว่า การประสานงานอย่างดี  ระหว่างกลุ่มผู้ถือหุ้นสองกลุ่มใหญ่   ควรปัจจัยสำคัญของการดำรงอยู่  และในความพยายามสร้างธุรกิจในโมเดลที่เหมาะสม  ในฐานะผู้ท้าทายอย่างน่าตืjนเต้น  ภายใต้ภาวะที่มีการแข่งขันอย่างเข้มข้น ในพรมแดนที่เปิดกว้างขึ้น  โดยไม่จำเป็นต้องเป็นรายใหญ่เสมอไป

 

ผลประกอบการเปรียบเทียบ(ล้านบาท)

               

2549    2550      2551   2552     2553      2554

UMI

รายได้รวม                  2,352   2,267   2,345   2,352     2,619   2,703

กำไรสุทธิ                    -151    -139      -115      126        215      118

RCI

รายได้รวม                1, 644    1,378 1,306   1,072      1,096    1,049

กำไรสุทธิ                     100       -74     -156    -96         -125       -154

No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s