ปตท.(2)วิกฤติกับโอกาส

ไม่ว่าจะเดินทางมาไกลเพียงใด  แต่ร่องรอยมักย้อนไปถึงจุดเริ่มต้นเสมอ  ขณะเดียวกันภาพปัจจุบันย่อมมีความหมาย โดดเด่น และแตกต่าง เมื่อเปรียบเทียบกับภาพอดีต 

ประวัติศาสตร์ปตท.มีจุดเริ่มต้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสังคมไทย  ท่ามกลางภาวะเผชิญความท้าทาย  ความผันแปร  มีทั้งความล่มสลายและโอกาสใหม่

โอกาส

โอกาสใหม่ มักมาจากวิกฤติการณ์เสมอ  ผมมักอ้างอิงช่วงประวัติศาสตร์สำคัญ คือช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง–สงครามเวียดนาม วิกฤติการณ์นำมันของโลกเกิดขึ้นครั้งแรกในราวปี2516 ต่อเนื่องวิกฤติการณ์น้ำมันครั้งที่สองในราวปี 2521-2 ความผันแปรประดังสังคมไทย ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ ธุรกิจและอุตสาหกรรม

ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ตุลาคมในปี2516 และ2519   การลดค่าเงินบาทติดๆกัน (รวมทั้งมีการเพิ่มค่าด้วย) ตั้งแต่ช่วงปี2514 ถึง 2517   โอกาสใหม่ชั่ววูบมาจากการเปิดสถาบันการเงินชั้นรอง (2515-2519) โดยมีเรื่องราวของ พร สิทธิอำนวย (2518-2524) เป็นตัวชูโรง ของวิกฤติการณทางเศรษฐกิจครั้งแรกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ควรกล่าวถึงควบคู่ไปในช่วงการก่อตั้งปตท.คือความเคลื่อนไหวสวนกระแสวิกฤติของเครือข่ายสำนักงานทรัพย์สินฯ   โดยเฉพาะเครือซิเมนต์ไทย ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์สะท้อนความเป็นไปของอุตสาหกรรมไทยในช่วงเกือบศตวรรษ และที่สำคัญมีความเชื่องโยงกับปตท.อย่างไม่น่าเชื่อ

ความเคลื่อนไหวของสำนักงานทรัพย์สินฯเองในยุคพูนเพิ่ม ไกรฤกษ์ เป็นผู้อำนวยการ มีความคึกคักเป็นพิเศษ เข้าไปถือหุ้นในกิจการใหม่ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมจากญี่ปุ่น และอุตสาหกรรมเกิดใหม่ของไทย

ถือเป็นช่วงก้าวกระโดดของปูนซิเมนต์ไทยหรือเครือซิเมนต์ไทยอย่างแท้จริง    เริ่มต้นด้วยการเงินกู้ก้อนใหญ่จาก IFC หน่วยงานของธนาคารโลก (2514) เพื่อการลงทุนขยายกิจการครั้งใหญ่ รวมทั้งการขยายธุรกิจออกจากปูนซีเมนต์ด้วย

ในช่วงปี 2521 เมื่อปตท.ก่อตั้งขึ้น เครือซิเมนต์ไทยหรือเอสซีจีได้เริ่มบทบาทสำคัญ คือการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ๆ ด้วยการซื้อหรือครอบงำกิจการ(Acquisition) ไม่ว่ากรณีสยามคราพท์– จุดเริ่มต้นอุตสาหกรรมกระดาษ โรยัลซีรามิค –จุดเริ่มต้นธุรกิจวัสดุก่อสร้างครบวงจร   รวมทั้งร่วมทุนกับKubota (2521) เป็นจุดเริ่มความสัมพันธ์ที่ตามมาเป็นขบวนกับธุรกิจญี่ปุ่นและ กรณีFirestone (2525) จุดเริ่มต้นเข้าแทนที่ธุรกิจตะวันตกซึ่งกำลังถอนการลงทุนจากไทย หลังสหรัฐฯพ่ายแพ้สงครามเวียดนาม

กรณีปตท.เป็นต้นแบบและบทเรียนใหม่ของความพยายามเข้ามามีบทบาทแทนต่างชาติ  ควรจะมีความหมายกว้างกว่านั้น

กิจการไทย

แม้ว่าธนาคารสยามกัมมาจลหรือไทยไทยพาณิชย์ก่อตั้งมาก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่อยู่ภาวะจำกัดตัวเองมากๆ  ธนาคารไทยเกิดขึ้นอย่างจริงจังหลังสงครามโลกครั้งที่สอง  หลังจากระบบธนาคารอาณานิคมล่าถอยไป รัฐไทยถือว่าเป็นโอกาสสำคัญ แทบจะเรียกว่าปิดประตูสำหรับธนาคารต่างชาติไปเลยจากนั้น   ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมสำคัญบางประเภท  มีความเคลื่อนไหวที่แตกต่างกันไป

ปูนซิเมนต์ไทย แม้ว่าจะก่อตั้งโดยราชสำนักไทยในยุคอาณานิคมเช่นกัน  แต่ในความเป็นจริงอาศัยผู้บริหารต่างชาติมาคลอด 60 ปีแรก    เรื่องสำคัญมีอยู่ว่า ก่อนจะปรับตัวครั้งใหญ่ในช่วงสงครามเวียดนาม ด้วยโอกาสใหม่อย่างกว้างขวางตามที่กล่าวมาตอนต้น ก่อนหน้านั้นได้ปูนซิเมนต์ไทยได้ ผ่านเหตุการณ์สำคัญ เปลี่ยนผ่านจากยุคผู้บริหารต่างชาติมาเป็นคนไทยอย่างสมบูรณ์ (2515)

ส่วนกิจการพลังงานโดยเฉพาะน้ำมัน แม้เป็นกิจการมีความสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงของสังคมเป็นพิเศษ  ใช้เวลานานมากทีเดียว กว่าจะเปลี่ยนมือจากต่างชาติมาอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐไทย  ว่าไปแล้วเป็นกระแสลมพัดแรงระดับภูมิภาค  เกิดก่อนหน้ากรณีปตท.ไม่นานนัก   เช่น  Pertamina แห่งอินโดนิเชียก่อตั้งขึ้นในปี2511 และ Petroans แห่งมาเลเซีย ในปี 2517 ผู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ในตอนต้นๆของปตท.เข้าใจกันดีว่า Pertamina มีส่วนช่วยปตท.ในยุคก่อตั้งด้วย

ธุรกิจต่างชาติ

ผู้ค้าน้ำมันต่างชาติเข้ามาเมืองไทยตั้งแต่ยุคอาณานิคม ฐานะชิ้นส่วนสำคัญของระบบการค้าทรงอิทธิพลของโลก โดยยังเหลือบทบาทอยู่ไม่น้อยอยู่ถึงปัจจุบัน

“เชลล์เริ่มเข้ามามีบทบาทในราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่ เมื่อครั้งเรือเอส เอส มิวเร็กซ์ ซึ่งเป็นเรือที่สร้างขึ้น เพื่อบรรทุกน้ำมันโดยเฉพาะ บรรทุกมันก๊าด เข้ามาจอดเทียบท่า ที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2435“ข้อมูลของเชลล์แห่งประเทศไทยเองระบุ (http://www.shell.co.th/ ) ขณะที่คู่แข่งอีกรายให้ข้อมูลประวัคติศาสตร์เช่นเดียวกัน (http://www.esso.co.th ) ““เอสโซ่”เป็นหนึ่งในบริษัทที่ดำเนินกิจการกลั่นและค้าน้ำมันครบวงจรชั้นนำของไทย มีประวัติอันยาวนานเป็นที่น่าภาคภูมิใจ โดยบริษัทในกลุ่มของเรา คือ บริษัทสแตนดาร์ดออยล์แห่ง นิวยอร์กได้เริ่มดำเนินการครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2437 ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5”  ส่วนรายที่3– Caltex  เข้ามาเมืองไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในราวปี2479

บทความชุดนี้ไม่ได้ตั้งใจศึกษาประวัติศาสตร์ช่วงนั้นอย่างละเอียด  เพียงพยายามเชื่อมโยง  ความเข้าใจช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสถานการณ์  โดยประเมินอย่างคร่าวๆว่า  เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีลักษณะสากล อาศัยเครือข่ายและเทคโนโลยี่ระดับโลก จึงจำเป็นต้องพึ่งพาต่างชาติ  แม้ว่าธุรกิจผ่านเหตุการณ์ต่างๆของสังคมไทยมาอย่างผกผัน  จากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ถึงสงครามโลกครั้งที่สอง และต่อจากนั้น  แต่ยังคงอิทธิพลอย่างยาวนาน  “ธุรกิจการนำเข้าน้ำมันก๊าด น้ำมันเบนซิน และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อีกนานาชนิดดำเนินไปได้ด้วยดี จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 บริษัทบริษัท เอเซียติก ปิโตรเลียม (สยาม) มีอันต้องปิดกิจการชั่วคราว จนเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง รัฐบาลไทยได้ติดต่อขอให้เชลล์กลับเข้ามาดำเนินกิจการในประเทศไทยอีกครั้ง” ข้อมูลของเชลล์ (อ้างแล้ว) เท่าที่จำได้เคยอ่านเอกสารเก่าการก่อตั้งโรงงานปูนซีเมนต์ของไทยในช่วงสงครามโลกครั้งหนึ่ง ต้องนำเข้าน้ำมันโดยใช้บริการของบริษัท เอเซียติก ปิโตรเลียม (สยาม)

ในช่วงสงครามเวียดนาม  โดยเฉพาะ Shell และEsso นอกจากเป็นผู้ค้าปลีกน้ำมัน   ยังมีบทบาทครอบคลุมมากขึ้น Shell เข้าถือหุ้นในกิจการโรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ในปี2511 และเริ่มต้นสำรวจหาปิโตรเลียม ปี 2522 และอีก 2ปีต่อมาได้ค้นพบแหล่งน้ำมันในเชิงพาณิชย์แห่งแรกของไทย ที่อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร ขณะที่ Esso เริ่มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในปี 2514

ขณะนั้นประเทศไทยมีโรงกลั่นน้ำมัน 3 แห่ง นอกจากEsso ก็มีไทยออลย์ (ก่อตั้งปี 2504) เป็นของเอกชน ชาวจีนโพ้นทะเล—เชาวน์ เชาว์ขวัญยืน   และโรงกลั่นบางจากของทหาร ซึ่งปล่อยให้ไทยซัมมิตของเจซีฮวงนักธุรกิจใต้หวันเช่าดำเนินการ

ในเวลานั้นสังคมไทยใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปส่วนใหญ่จากบริษัทต่างชาติ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาครัฐว่าด้วยการผลิตไฟฟ้า  แม้ว่ากองทัพไทยจะเป็นเจ้าของโรงกลั่นน้ำมันมาช้านาน และมีสถานีบริการอยู่บ้างแต่ถือว่าไม่ประสบความความสำเร็จ

“สภาพของไทยจริงๆ เป็นการจัดหาน้ำมันจากในประเทศโดยซื้อจากโรงกลั่นมีเอสโซ่ บางจาก ไทยออยล์ พอขาดแคลนน้ำมันก็มีเรื่องที่จะต้องนำเข้ามา …แต่เราไม่มีทักษะในเรื่องการจัดหาและในเรื่องของเครือข่ายในการหาน้ำมัน”   สถานการณ์วิกฤติการณ์นำมันช่วงปตท.ก่อตั้ง จากบทสัมภาษณ์ของวิเศษ จูภิบาล (สัมภาษณ์ “โครงการศึกษาวิจัยและจัดทำประวัติการพัฒนาพลังงานของประเทศไทย” วิเศษ จูภิบาลผู้ว่าการการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย กุมภาพันธ์ 2544 –กระทรวงพลังงาน)

วิเศษ จูภิบาล เป็นผู้บริหารปตท.คนสำคัญ เข้ามาทำงานตั้งแต่ยุคก่อตั้ง   ต่อมาเป็นผู้นำในช่วงการเปลี่ยนผ่านสำคัญจากรัฐวิสาหกิจ( ในฐานะผู้ว่าการ)เป็นบริษัทจำกัด(ผู้จัดการใหญ่)เพื่อระดมทุนครั้งใหญ่โดยเข้าตลาดหลักทรัพย์(ปี2542-2546)

“พอมีปัญหา บริษัทต่างชาติ เช่น คาลเท็กซ์ เชลล์ ก็ไม่ส่งน้ำมันมา คือทุกอย่างไม่เจตนาที่จะไม่มาแต่ปริมาณจะต้องจัดสรรไปในพื้นที่ที่เขาคิดว่าได้ราคาดี    ….  ช่วงนั้นที่วิกฤตหนักก็คือน้ำมันเตา ส่วนน้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซลเป็นเรื่องปกติ เพราะช่วงนั้นบ้านเรา การใช้ยังไม่ค่อยมาก แต่ไฟฟ้าใช้น้ำมันเตามากที่สุด” วิเศษ จูภิบาลให้ภาพที่ชัดเจนขึ้นอีก

ถือเป็นจังหวะเวลาสำคัญของการเข่ามามีบทบทของรัฐอย่างที่ควรจะเป็น

ประสบการณ์จากต่างชาติ

การเกิดขึ้นอย่างฉุกละหุกของปตท. ย่อมต้องการทีมงานที่มีประสบการณ์และความสามารถ ว่าไปแล้วถือเป็นช่วงเวลาสังคมไทยมีบุคลากรอยู่บ้าง

บทเรียนทำนองเดียวกัน อาจมองกลับไปที่เอสซีจี  แม้ว่ามีผู้บริหารเป็นชาวต่างชาติ—ชาวเดนมาร์ก อยู่นานทีเดียว (2456-1515) แต่ดูเหมือนว่าระบบบริหารนั้นไม่ได้เตรียมบุคลากรไว้เพียงพอ   เพื่อตอบสนองกับโอกาสใหม่จากสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในช่วงต้นของยุคคนไทย เอสซีจีจำเป็นต้องมีทีมงานที่มีประสบการณ์กว้างขวางกว่าเดิม

นั่นคือการเข้ามาของจรัส ชูโตจากEsso พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา จากShell ในฐานะวิศวกรผู้มีประสบการณ์ในการบริหารเครือข่ายจัดจำหน่าย อมเรศ ศิลาอ่อน ผู้มีประสบการณ์การตลาดจากShell และชุมพล ณ ลำเลียง ด้านการเงิน จากบริษัทเงินทุนทิสโก้ (กิจการร่วมทุนระหว่างBanker trust กับธนาคารกสิกรไทย)

ผู้มีประสบการณ์จากกิจการต่างชาติในประเทศไทย เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญ ให้เอสซีจีเติบโตก้าวกระโดดในช่วง 2-3ทศวรรษต่อมา  ปรากฏการณ์เริ่มต้นเกิดขึ้นก่อนปตท.ประมาณหนึ่งทศวรรษ

เช่นเดียวกับทีมงานรุ่นบุกเบิกของปตท. มีองค์ประกอบสำคัญ   จากผู้มีประสบการณ์ในบริษัทน้ำมันต่างชาติ นอกจากมองเห็นปรากฏการณ์ที่เอสซีจี เป็นสิ่งอ้างอิงแล้ว ยังถือว่าที่ปตท.เป็นจุดเชื่อมต่อโดยตรงกับประสบการณ์เดิมของทีมงานบุกเบิก

โดยเฉพาะ เลื่อน กฤษณกรี  โสภณ สุภาพงษ์  เข้ามาตั้งแต่เริ่มต้น ประเสริฐ บุญสมพันธ์ ตามมาในปี 2525 ในฐานะผู้บริหาร รุ่นบุกเบิกโดยอาศัยประสบการณ์จากธุรกิจต่างชาติ– Esso โดยมีทองฉัตร หงส์ลดารมย์ เป็นผู้ว่าการปตท.คนแรก และมีศิรินทร์ นิมมานเหมินทร์   ผู้เชี่ยวชาญการเงิน รวมอยู่ด้วย

ถือเป็นส่วนผสมที่ลงตัวมากๆ  (ตอนหน้าจะเล่าเรื่องอย่างละเอียด—ว่าด้วยทีมบุกเบิก)

No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s