ปตท.(8) ความอ่อนไหว

ปตท.ในยุคประเสริฐ  บุญสัมพันธ์ เติบโตอย่างก้าวกระโดด มีเรื่องราวมากมาย  ว่าด้วยยุทธศาสตร์ใหม่ ๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ปตท.เข้ามาอยู่ในวงจรที่ซับซ้อนมากกว่าธุรกิจ

ประเสริฐ บุญสัมพันธ์  เข้ามาอยู่ปตท. แม้ไม่ใช่ยุคก่อตั้งแต่อยู่ในช่วงสำคัญยุคต้นราวปี2525 ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการขนส่ง (หรือLogistics ตามศัพท์ในปัจจุบัน)   หลังจากผ่านงานมีประสบการณ์ค้าปลีกน้ำมันที่ ESSO ประมาณ 3-4ปี ถือว่าอยู่ในยุครุ่งโรจน์ของบริษัทน้ำมันต่างชาติในช่วงปลายสงครามเวียดนาม และมีประสบการณ์ด้านการตลาดสินค้าคอนซูเมอร์อีกเพียงเล็กน้อยที่เบอร์ลียุกเกอร์

ประสบการณ์ส่วนใหญ่ของเขาในปตท.อยู่กับธุรกิจหลัก–น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ    เขาดำรงตำแห่งผู้จัดการใหญ่ปตท.ในยุคใหม่ ยุคที่มีความเชื่อมโยงกับตลาดหุ้น และอยู่ในช่วงราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงลิ่ว   ในฐานะผู้มีโปรไฟล์วิศวกรรมศาสศาสตร์บวกMBA ตามสูตรแห่งยุคการจัดการธุรกิจสมัยใหม่     ประสบการณ์ว่าด้วยธุรกิจปิโตรเคมี จึงเป็นเรื่องใหม่ ท้าทาย ที่สำคัญประเสริฐ บุญสัมพันธ์ มีเวลาในตำแหน่งยาวนานถึง 8ปีเต็ม (2546-2554)  เป็นเวลาที่มากพอที่จะทำงานใหญ่ให้ลุล่วง

สถานการณ์เวลานั้นมีหลายสิ่งหลายอย่างสร้างโมเมนตัมมาถึงปตท. เป็นช่วงคาบเกี่ยวรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร (17 กุมภาพันธ์ 2544-19 กันยายน 2549)    ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก แสดงสัญลักษณ์แห่งอิทธิพลในจินตนาการใหม่  จากอำนาจ “นายทุน”สู่อำนาจทางการเมืองอย่างเปิดเผย    จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ถือเป็นตัวแทนของ “ผู้มาใหม่”เผชิญหน้าท้าทายกับกลุ่มดั้งเดิม   จากความสามารถสะสมความมั่งคั่งมากกว่าคนรุ่นก่อนๆ (อ้างจากการขายหุ้นของตระกูลชินวัตรในบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นให้กับเทมาเส็กโฮลดิ้งส์ แห่งสิงคโปร์ มูลค่ากว่า7หมื่นล้านบาท–มกราคม 2549)

” ดร.ทักษิณ เป็นคนทำให้ดูคนแรกว่ามันมีวิธี คือ ทดเกียร์ของความมั่งคั่ง ไทคูนเกิดขึ้นได้เพราะเอาธุรกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์ ที่ไหนในโลกมันก็เป็นอย่างนี้ด้วยกันทั้งนั้น แล้วมันก็ทดเกียร์กัน 10 เท่าขึ้นไป…บัณฑูร ลำซำ เคยวิจารณ์ไว้  ถือเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ หากเป็นภาพสะท้อนถึงฐานะตัวแทนตระกูลธุรกิจดั้งเดิมของไทย  และในฐานะผู้บริหารธนาคารไทย ซึ่งเพิ่งผ่านประสบการณ์อันขมขื่นในช่วงวิกฤติ (อ้างจากนิตยสารผู้จัดการ กุมภาพันธ์ 2543เรื่อง —เบื้องลึกความคิดบัณฑูร ล่ำซำ “ธนาคารเป็นเรื่องสากล”  โดย วิรัตน์ แสงทองคำ)

ผมเองเคยนำเสนอเรื่องทำนองเดียวกัน เปรียบเทียบกรณีเอไอเอส(กิจการสื่อสารไร้สาย) กับเอสซีจี  “เครือซิเมนต์ไทยมีบริษัทในเครือเป็นร้อยๆแห่ง แม้มียอดขายสูงถึงสองแสนลานบาท แต่กำไรมากกว่าเอไอเอส บริษัทเดียวเพียงนิดเดียว เครือซิเมนต์ไทยเปลี่ยนไปในแง่อิทธิพล…น่าจะลดลงไปพอสมควรในช่วง10 ปีมานี้” (อ้างจากเรื่อง เครือซิเทมนต์ไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ เรียบเรียงจากการบรรยายของผม ณ สำนักงานใหญ่ปูนซิเมนต์ไทย มิถุนายน 2548)

ผมขอนำเสนอบทสรุปที่สุ่มเสี่ยงประการหนึ่ง –ความอ่อนไหวของสังคมไทย กรณีทักษิณ ชินวัตร มีความเชื่อมโยงโดยตรงจากกรณีการสะสมความมั่งคั่งจากกลุ่มชินคอร์ป ขยายวงไปในหลายมิติ รวมถึงกรณีการเปลี่ยนยุทธศาสตร์สำคัญของปตท.ด้วย  โดยเฉพาะในประเด็นว่าด้วยธุรกิจปิโตรเคมี  ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงในยุคทักษิณพอดี จากยุทธศาสตร์ในยุคแรก(รัฐกับเอกชนร่วมมือลงทุนUp Stream และเอกชนลงทุนในDawn Stream) สู่ยุทธศาสตร์ใหม่ (Integrated Value Chain) โปรดอ่าน “เหตุการณ์สำคัญ”ท้ายบทความประกอบด้วย

“ซิเมนต์ไทยเคมีภัณฑ์(หรือเอสซีจี เคมีคอลส์ในปัจจุบัน)  มุ่งไปที่ผลิตโอเลฟินส์ โพลีโอเลฟินส์ และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับพีวีซีเป็นหลัก ฝ่ายบริหารเชื่อว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นฐานสำคัญในการเติบโตในระยะยาว  การดำเนินงานแบบครบวงจรทำธุรกิจมีโอกาสขยายตัวอีกมาก” รายงานส่วนหนึ่งเรียบเรียงจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ ของสมุดปกขาว(Information memorandum) เรื่อง  The Siam cement Group December 1998  นำเสนอในช่วงการปรับโครงสร้างทางธุรกิจครั้งสำคัญของเอสซีจี โดยการนำเสนอของบริษัทที่ปรึกษา– McKenzie & Company

โดยภาพรวมการปรับโครงสร้างทางธุรกิจของเอสซีจีในช่วงนั้น กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์ ถือเป็นเพียงกลุ่มเดียวที่แทบไม่ถูกแตะต้อง  นอกจากนี้ยังเป็นการค้นพบสถานะสำคัญ ในเวลานั้นกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์ของเอสจีถือว่าเป็นผู้นำตลาดในประเทศแล้ว

“ตำแหน่งทางการตลาด—ธุรกิจเคมีภัณฑ์มียอดขาย 850,000 ตัน สำหรับตลาดในประเทศหรือคิดเป็น42%ของตลาดในประเทศรวม  โดยมีคู่แข่งรายสำคัญได้แก่ บางกอกโพลีเอททีลิน ทีพีไอ และ เอชเอ็มซี รายงานอีกตอนระบุไว้ โดยไม่มีใครคาดคิดว่าในอีกเพียงทศวรรษต่อมา กลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์คู่แข่งรายสำคัญของเอสซีจีได้หลอมรวมมาอยู่ในเครือข่ายปตท.ทั้งสิ้น (โปรดพิจารณา “เหตุการณ์สำคัญ” ท้ายบทความอีกครั้ง)

เอสซีจีแม้จะอ่อนล้าไปบางช่วง แต่ก็กลับฟื้นตัว เริ่มขยายอาณาจักรและหลอมรวมกิจการอื่นๆเข้ามา (ที่สำคัญกับกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์ของ ตระกูลเอื้อชูเกียรติ) ขณะที่คู่แข่งรายสำคัญพีทีไอ เผชิญปัญหาอย่างหนักหน่วงที่สุด ไม่ว่าประชัย เลียวไพรัตน์จะพยายามทุกวิถีทางแต่ดูแล้วไปไม่รอด บทเรียนครั้งนี้ไม่เพียงเป็นภาพสะท้อนของความคิดการณ์ใหญ่อย่างมากท่ามกลางโมเมนตัมการแข่งขันเอาเป็นเอาตายเท่านั้น ยังหมายถึงสถานการณ์ทุกอย่างเปลี่ยนไปได้เสมอ รวมทั้งความเชื่อมั่นและ สายสัมพันธ์ดั้งเดิม

อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยกำลังถูกสถานการณ์บีบบังคับให้หลอมละลายครั้งใหญ่  ด้วยแนวคิดที่ว่าประเทศไทยเล็กเกินไปที่จะมีกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี  ขนาดเล็กและกลาง หลายแห่ง อย่างหลากหลาย  กระจัดกระจาย และไม่มีบูรณาการ

โจทก์ข้อนี้ดูเหมือนว่าแค่สองคำตอบเท่านั้น การหลอมรวมจะต้องเกิดขึ้นที่ใดที่หนึ่ง ไม่เอสซีจี ก้ปตท.  ขณะนั้นวงในก็คงคาดเดากันไม่ยากว่า รัฐบาลทักษิณอยากจะเห็นความเป็นไปในรูปแบบใด ผมเคยเสนอสถานการณ์ตอนนั้นไว้ เชื่อว่าสามารถเชื่อมต่อกับบทความในตอนนี้ได้ด้วย (อ้างจากเรื่อง ปตท.ที่น่าทึ่ง ตุลาคม 2553)

กรณีทีพีไอเป็นเรื่องใหญ่ สะท้อนภาพความขัดแย้งทางสังคมหลายมิติ   จากเป็นคู่แข่งที่กล้าประกาศตัวสู้กับเอสซีจีอย่างโจ่งแจ้ง   จนมาถึง ความขัดแย้งกับธนาคารเจ้าหนี้ และนักการเมือง  ปตท.จึงระมัดระมัดอย่างมากในความเกี่ยวข้องกับพีทีไอ

“การเข้าลงทุนใน TPI ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนเชนเดียวกัน ไม่ได้มีความขดแย้งทางผลประโยชน์ เนื่องจาก ปตท. ลงทุนใน TPI ร้อยละ 31.5 ของหุ้นทั้งหมดของทีพีไอ โดยมีผู้ร่วมลงทุนรายใหญ่รายอื่น ได้แก่กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ธนาคารออมสิน กองทนรวมวายุภักษ์ 1 และกลุ่มธนาคารเจ้าหนี้เงินกู้ จะถือหุ้นใน TPI รวมกันร้อยละ 38.5 ซึ่งจะเป็นกลไกหนึ่งในการรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกฝ่าย นอกจากนี้การเข้าลงทุนใน TPI ของ ปตท. จะชวยเสริมความเข้มแข็งให้ TPI และกลมธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่ันของ ปตท.  เนื่องจากมีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์  และครอบคลุมเกือบทุกประเภท ที่เป็นความต้องการของ ตลาดและสามารถเป็นก้าวกระโดดในการเป็นผู้นําในธุรกิจ”เหตุผลของปตท. (ฟังขั้นหรือไม่ ยังไม่ขอวิจารณ์)นำเสนอไว้ในแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (แบบ 69-1) 28 กันยายน 2549

ในเอกสารชุดเดียวกันนั้นได้อ้างการประชุมกรรมการในปี2549 ว่าด้วยยุทธศาสตร์ธุรกิจปิโตรเคมี–Integrated Value Chain ซึ่งเชื่อว่าผู้ติดตาม ย่อมตีความได้ว่า เป็นยุทธศาสตร์ที่แตกต่างจากยุคดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา เมื่อ 3ทศวรรษที่แล้ว

แรงเสียดทานของปตท.จึงมีมากขึ้นๆเป็นลำดับ

————————————————————————————————————–

เหตุการณ์สำคัญ

ยุคแรก–โครงสร้างร่วมมือรัฐกับเอกชนในการลงทุนผลิตภัณฑ์ขั้นต้น (Up Stream) และให้เอกชนลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง (DawnStream)

2528 ปตท.จัดตั้งบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด เพื่อดำเนินการสำรวจ และผลิตปิโตรเลียม และร่วมจัดตั้ง บริษัท ปิโตรเคมีแห่งชาติ จำกัดเพื่อดำเนินการกิจการปิโตรเคมี

2532 จัดตั้งบริษัทอะโรเมติกส์ (ประเทศไทย) ดำเนินโครงการผลิตสารอะโรเมติกส์ (Aromatics) แห่งแรกของประเทศไทย ตามนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรม ปิโตรเคมีระยะที่ 2 ของประเทศ โดยในระยะเริ่มต้นมีผู้ถือหุ้น ประกอบด้วยปตท. 25 % ไทยออยล์ (ขณะนั้นปตท.ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทนี้แล้ว) 40% และ บริษัท เอ็กซอนเคมีคัล อีสเทอร์น 35%

2533  จัดตั้งบริษัทไทยโอเลฟินส์  ผลิตวัตถุดิบสำหรับผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีปลายน้ำ (Downstream petrochemical products)

ยุคใหม่ –Integrated Value Chain

2544- .ปตท. ได้เข้าจดทะเบียนซื้อขายหลักทรัพย์ ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

2546ไทยโอเลฟินส์ (ปตท. เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ถือหุ้น 63%) เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น

2547 –ปตท.ร่วมทุนกับ ปิโตรเคมีแห่งชาติ ไทยเอโลฟินส์ และอะโรเมติกส์ ก่อตั้งบริษัทพีทีทีฟีนอล ผลิตฟีนอล ด้วยสัดส่วน 40/20/20/20 ถือเป็นวัตถุดิบชั้นกลางสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

— ปตท.ร่วมทุนกับปิโตรเคมีแห่งชาติ ตั้งบริษัทพีทีทีโพลีเอททีลีน   ดำเนินโครงการอีเทแครกเกอร์และผลิตเม็ดพลาสติกLDPE    และ ปตท.ร่วมกับไทยโอเลฟินนส์ เข้าซื้อกิจการบริษัทบางกอกโพลีเอททีลีนผลิตLDPEเพิ่มเติมอีก ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญการพัฒนาปิโตรเคมีขั้นปลาย

2548- ปิโตรเลียมแห่งชาติ และ ไทยโอเลฟินส์ ได้เข้าควบรวมกิจการ ไปเป็น ปตท.เคมิคอล

2549 – ปตท. ได้เข้าไปถือหุ้นประมาณ 30 %( ที่เหลือคือธนาคารออมสินและกองทุนบำเหน็จบำนาญราชการฯลฯ) ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีคัลไทย ของประชัย เลี่ยวไพรัตน์ แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น ไออาร์พีซี

— อะโรเมติกส์ไทย และ โรงกลั่นน้ำมันระยอง ได้เข้าควบรวมกิจการ ไปเป็น ปตท.อโรเมติกส์และการกลั่น

–ปตท. เข้าถือหุ้น41%ใน HMC Polymers

2551 ไทยโอเลฟินส์เข้าไปถือหุ้นในวีนิไทย 20%

2554 ก่อตั้งบริษัทบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล   เกิดจากการควบบริษัท และรับโอนทรัพย์สิน หนี้ สิทธิ หน้าที่และความรับผิดชอบทั้งหมดของ บริษัท ปตท. เคมิคอล  และบริษัท ปตท. อะโรเมติกส์และการกลั่น

No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s