กรุงเทพฯสมัยใหม่(4) พื้นฐานมั่นคง

 แท้จริงศูนย์กลางแห่งใหม่สะท้อนบุคลิกสำคัญของกรุงเทพฯยุคใหม่   มาจากความพยายามสืบทอดกระบวนการสร้างคุณค่าความมั่งคั่ง ความมั่นคง ของพลังดั้งเดิมที่มีรากเหง้าเดียวกัน

 

“–โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับความเป็นเจ้าของที่ดินใจกลางกรุงเทพฯ จากวังสระปทุม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักงานทรัพย์สินฯ ถือว่ามีความสัมพันธ์อย่างแน่นเฟ้น ……”

ประเด็นสำคัญที่ตั้งขึ้นในตอนที่แล้ว(กรุงเทพฯสมัยใหม่(3) แม่เหล็ก  ) ควรขยายความให้ชัดขึ้น

เริ่มต้นอาจเป็นเรื่องบังเอิญในยุคสงครามเวียดนาม พื้นที่เป้าหมายกำหนดโดย PAM AM    จากการก่อตั้งโรงแรมทันสมัยแห่งยุค– InterContinental Hotel      เป็นจุดเริ่มต้นของผนึกพลังผืนที่ดินใจกลางกรุงเทพฯ อย่างมีความสำคัญกว้างขวางขึ้น จากประสบการณ์ทั้งวิกฤติและโอกาสในช่วง 4-5ทศวรรษ มิติหนึ่งเป็นการผนึกและการเชื่อมต่อของที่ดินแปลงใจกลาง Shopping paradise ในฐานะพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯยุคใหม่   อีกมิติเป็นกระบวนการสืบทอด การสร้างคุณค่า ของความมั่งคั่ง มั่นคงของระบบกรรมสิทธิ์ที่ดินรากเหง้าเดียวกัน กลายเป็นที่ดินแปลงใหญ่ที่สุดที่เชื่อมต่อกันอย่างแนบแน่น ควรมีความหมายทางยุทธ์ศาสตร์มากกว่าธุรกิจ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริจะพระราชทานที่ดินบริเวณถนนปทุมวันหรือถนนพระรามที่ 1 ให้เป็นสถานที่สร้างวังของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ พระราชโอรสซึ่งประสูติแต่สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า แต่เนื่องจากในขณะนั้นพระองค์ได้เสด็จไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา จึงยังไม่มีการสร้างพระตำหนักขึ้นตราบกระทั่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้พระราชทานสิทธิ์ในที่ดินให้เป็นของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ในเวลาต่อมา” 

“สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์ได้ประทับอยู่พระตำหนักนี้จนสิ้นพระชนม์เมื่อปี พ.ศ. 2472 อย่างไรก็ตาม วังสระปทุมยังคงใช้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเรื่อยมาจนกระทั่งพระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อปี พ.ศ. 2538 หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานวังสระปทุมให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีจนถึงปัจจุบัน” http://th.wikipedia.org ( อ้างมาจาก ศรีสวรินทิรานุสรณีย์ น้อมรำลึกถึงสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า, หน้า 67 และหน้า 166  อีกทอดหนึ่ง)  เป็นประวัติศาสตร์บอกเล่าบางเรื่องราวของกรุงรัตนโกสินทร์ ควรอ้างอิงเป้นความรู้ทางวิชาการ

“วังสระปทุมตั้งอยู่บริเวณเขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยอาณาเขตทางด้านทิศเหนือติดคลองแสนแสบ ทิศตะวันออกติดคลองอรชรริมวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ทิศใต้ติดถนนพระรามที่ 1 และทิศตะวันตกติดถนนพญาไท ปัจจุบัน พื้นที่ของวังแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรกเป็นพื้นที่ประทับของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ส่วนที่ 2 เป็นพื้นที่ให้เช่าทำศูนย์การค้าห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ เช่น สยามดิสคัฟเวอรี่เซ็นเตอร์ สยามเซ็นเตอร์ และสยามพารากอน” (http://th.wikipedia.org ) อีกตอนของเรื่องเชื่อมโยงถึงปัจจุบันอย่างน่าสนใจ

หากขยายภาพพื้นที่เฉพาะ Shopping paradise ให้กว้างใหญ่กว้างใหญ่ขึ้น ย่อมผนึกรวมพื้นที่ทั้งสยามสแควร์และ MBK Centerเข้าไปด้วย

ที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น มีพื้นที่ขนาด 1,153 ไร่ ซึ่งได้จัดแบ่งตามผังแม่บทได้เป็น 3 ส่วน คือ พื้นที่เขตการศึกษาประมาณ 50 % พื้นที่สำหรับส่วนราชการยืมหรือเช่าใช้ ประมาณ 20 % และพื้นที่เขตพาณิชย์ประมาณ 30 % ซึ่งการจัดหาผลประโยชน์ในที่ดินดังกล่าว เป็นไปตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้สถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าการที่มหาวิทยาลัยจะสามารถดำเนินพันธกิจหลักได้นั้น จำเป็นต้องมีทรัพยากรเกื้อหนุนเพิ่มเติมจากงบประมาณแผ่นดิน   ใน พ.ศ. 2482 จึงได้มี พรบ.โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าว ให้กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคำชี้แจงอย่างเป็นทางการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต่อกรณีความขัดแย้งกับวิทยาลัยอุเทนถวาย ( ข้อเท็จจริงกรณีที่ดินจุฬาฯ   14 มีนาคม 2556 —http://www.cicc.chula.ac.th/th/news-event/316-news-20130314-2-thai.html ) เป็นข้อมูลที่ควรอ้างอิงและขยายความให้มากขึ้น

เมื่อพิจารณาเอกสารแนบขยายความ(ข้อความเน้น) พบว่าเป็นการโอนที่ดินจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์  มีจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ  เทียบเคียงกับข้อมูลประวัติศาสตร์ในช่วงเวลานั้น( 2481-2485 ) จอมพลป. ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและกลาโหมในเวลาเดียวกัน   รวมทั้งเป็นอธิการบดีจุฬาฯ ซึ่งเป็นช่วงที่ดำรงตำแหน่งติดต่อกันยาวนานในช่วงแรก( 2479 – 2487)

ข้อมูลอีกเรื่องที่ควรเชื่อมต่อ –สำนักงานทรัพย์สินฯก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2479 ถือได้ว่าเป็นผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร (2475) ในกระบวนการปรับโครงสร้างพระคลังข้างที่เดิม ช่วงเวลานั้นสำนักงานทรัพย์สินฯมีบทบาทต่อนโยบายเศรษฐกิจหลายประการ ภายใต้การกำกับโดยรัฐมนตรีคลังของคณะราษฎร   ผู้อำนวยการทรัพย์สินฯในเวลานั้น ก็ถือว่าเป็นคนของคณะราษฎร อย่างไรก็ตามความผันแปรครั้งประวัติศาสตร์ของสำนักงานทรัพย์สินฯในช่วงนั้น กลับเป็นผลที่ดีอันมั่นคงยั่งยืนต่อจุฬาฯ

จุฬาฯเป็นสถาบันการศึกษาแห่งเดียวที่มีที่ดินใจกลางกรุงเทพฯ และมีมากพอที่สามารถสร้างและใช้พื้นที่เชิงพาณิชย์ได้ถึง 30% หรือ 374 ไร่ (อ้างจากhttp://www.property.chula.ac.th ) พื้นที่สำคัญเชื่อมต่อกับ สยามดิสคัฟเวอรี่   สยามเซ็นเตอร์ และสยามพารากอน   คือสยามสแวคร์ และ MBK Center   ซึ่งมีพัฒนาการเชิงพาณิชย์ที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ

MBKCenter เกิดขึ้นในช่วงการเปลี่ยนแปลงการบริหารทรัพย์สินจุฬาฯ   เปิดพื้นที่ให้เอกชนเพื่อสร้างศูนย์การค้า เป็นช่วงเดี่ยวกันตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมา—สำนักงานจัดการทรัพย์สิน (ปี 2514)

โครงการศูนย์การค้ามาบุญครอง(ชื่อเดิม) ศูนย์การค้าขนาดใหญ่แห่งแรกในกรุงเทพฯ   ดำเนินการโดย ศิริชัย บูลกุล    แต่ด้วยไม่เป็นตามแผนการ  ต้องชะลอไปช่วงหนึ่ง กว่าจะเริ่มก่อสร้าง สังคมธุรกิจไทยต้องเผชิญกับการปรับตัวจากวิกฤติเศรษฐกิจ  โครงการลงทุนจำนวนมากด้วยเงินกู้ทั้งในและต่างประเทศ ประมาณ3000 ล้านบาท เป็นเหตุให้มาบุญครองต้องดิ้นรนอยู่เกือบสิบปี ในที่สุด เจ้าหนี้เข้ายึดกิจการส่วนใหญ่ไปราวปี2530-2

ศูนย์การค้ามาบุญครองปัจจุบันตกอยู่ในการบริหารโดยกลุ่มธนชาต โดย บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด(มหาชน)   ถือว่าเป็นกลุ่มธุรกิจสำคัญที่เข้าไปถือหุ้นในสยามพิวรรธน์ ถึงประมาณ 30%

ส่วนสยามสแควร์  เป็นตำนานศูนย์การค้าแห่งแรก –ศูนย์การค้าแนวราบ เปิดโล่งขนาดใหญ่ใจกลางเมืองแห่งเดียว  เริ่มต้นในปี 2505 จากผู้ประกอบการท้องถิ่นรายย่อย   “ย้ายมาจากย่านธุรกิจอื่น เช่น วังบูรพา สุรวงค์ สีลม”  “ปี 2527 ได้มีการรื้อโรงโบว์ลิ่งออก แล้วสร้างเป็นอาคารขนาดใหญ่ซึ่งปัจจุบันก็คือ โรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์” ทั้งนี้ยอมรับด้วยว่ามีปัญหาการพัฒนา “ในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป….. แต่อย่างไรก็ตามการปรับปรุงดังกล่าวยังขาดภาพรวมการพัฒนา” (ข้อความที่อ้างมา ตัดตอนมาจาก http://www.property.chula.ac.th )

จากแรงกดดันของการพัฒนาในอย่างโดดเด่นของพื้นที่ฝั่งตรงข้าม    การพัฒนาอย่างขาดภาพรวมของสยามสแควร์จึงดำเนินไปอย่างแข็งขันมากขึ้นในปัจจุบัน  อาทิ โครงการอาคารสยามกิตติ์ @ สยามสแควร์  และ SIAM SQUARE ONE (กำลังก่อสร้าง)

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าในไม่ช้าพลังของ Shopping paradise ต่างๆที่อ้างอิงถึง จะผนึกอย่างเป็นระบบและแผนการในภาพใหญ่มากขึ้น มีพลังมากขึ้น

โมเดลธุรกิจควรสะท้อนพัฒนาการ อย่างเด่นชัด สู่ธุรกิจที่มีมิติละเมียดเชื่อมโยงคุณค่าทางสังคม  ในฐานะภาพเชิงอุดมคติของผู้มีรากเหง้าในกรุงเทพฯ 

No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s