JAPAN CONNECTION (3)

แรงผลักดันการเข้ามาของธนาคารญี่ปุ่นในประเทศไทยครั้งใหม่ มีพลังอย่างมาก  มิใช่เพียงโอกาส และการสร้างสายสัมพันธ์ทางธุรกิจ เหมือนกับช่วง 3-4 ทศวรรษที่แล้ว

สถาบันการเงินญี่ปุ่นฝั่งตัวในระบบเศรษฐกิจไทยมานานแล้ว   และในบางช่วงบางโอกาสได้เข้ามาอย่างคึกคัก โดยเฉพาะในช่วงกระแสคลื่นธุรกิจญี่ปุ่นเข้าสู่ประเทศไทย ในช่วงปลายและหลังสงครามเวียดนาม  ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมาย จึงจำเป็นต้องร่วมมือกับธนาคารไทย

กับธนาคารกสิกรไทย

“แผนการสร้างเครือข่ายธนาคารแบงเกอร์สทรัสต์ในขอบเขตทั่วโลก โดยเฉพาะเอเชีย-แปซิฟิค เมื่อปี 2507 ตามแนวคิดอินเวสต์เม้นท์แบงก์มีการเจรจาร่วมทุนกับนักธุรกิจไทยโดยเฉพาะธนาคารกสิกรไทย พอปี 2512 ก็ได้ก่อตั้งขึ้นด้วยทุนจดทะเบียนครั้งแรก 20 ล้านบาทหน่วยงานลงทุนของแบงเกอร์สทรัสต์(BANKERS INTERNATIONAL CORPORATION) แบนคอม ดีเวลล็อปเม้นท์ คอร์เปอเรชั่น แห่งมนิลา (ก่อตั้งโดยแบงเกอร์สทรัสต์) กับธนาคารกสิกรไทย

ปี 2515 แบนคอม ดีเวลล็อปเม้นท์แห่งมะนิลา ฟิลิปปินส์ ถูกเทคโอเวอร์โดยพรรคพวกของมาร์กอส เพื่อจำกัดวงความเป็นเจ้าของกิจการให้อยู่แค่นั้น เมื่อแบงเกอร์สทรัสต์ถอนตัวจากแบนคอมฯ ในฟิลิปปินส์พร้อม ๆ กับการซื้อหุ้นแบนคอมฯ ในทิสโก้คืนด้วย เวลาเดียวกันธนาคารไดอิชิ กังโย (Dai-ichi Kangyo Bank) สนใจขยายกิจการด้านนี้เข้าเมืองไทย จึงซื้อหุ้นส่วนเดิมของแบนคอมฯไป

อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับ โนมูระซิเคียวริตี้ (Nomura Securities) เข้ามาร่วมทุนกับธนาคารกรุงเทพในบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์บางกอกโนมูระ” ผมเคยเขียนถึงจุดกำเนิดของบริษัทเงินทุนทิสโก้ที่เชื่อมโยงกับสถาบันการเงินญี่ปุ่น (จากเรื่อง  ศิวะพร ทรรทรานนท์   ในหนังสือ อำนาจธุรกิจใหม่ 2541)

ต่อมาไม่นานDai-ichi Kangyo Bank ตอนนั้นเป็นธนาคารญี่ปุ่นที่ใหญ่ที่สุด (ปัจจุบันได้หลอมรวมเอยู่ใน Mizuho Financial Group) ได้ถอนตัวออกไป เช่นเดียวกับ Nomura Securities    อย่างไรก็ตามไม่ช้าไม่นานจากนั้น ความพยายามฟื้นความสัมพันธ์ก็มีขึ้น แต่ไม่หวือวา   Mizuho Bank มีฐานะเป็นสาขาธนาคารในประเทศไทย หนึ่งในสามธนาคารญี่ปุ่น ส่วนNomura Securities นายหน้าค้าหุ้นเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น ก็หวนกลับมาอีกครั้ง

กับธนาคารกรุงเทพ

ความจริงแล้ว Nomura Securities เข้ามาเมืองไทยก่อน Dai-ichi Kangyo Bank ตั้งแต่ปี 2513 ในนามบริษัทบางกอกโนมูระอินเตอร์ เนชั่นแนลซีเคียวริตี้   เป็นการร่วมทุนกับธนาคารกรุงเทพ และเปลี่ยนเป็นเงินทุนหลักทรัพย์บางกอกโนมูระในอีก 5 ปีต่อมา ถือเป็นหนึ่งในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่อีกกว่าทศวรรษต่อมา ได้ถอนตัวออกไป

“บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์พัฒนสิน ได้เปลี่ยนชื่อมาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์โนบูระ เมื่อต้นปี 2528 เพราะผู้ถือหุ้นต่างประเทศถอนออกไป อันได้แก่ Nomura Securities ธุรกิจหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น เพราะยุทธศาสตร์ทั่วโลกของฝ่ายนั้น ที่ต้องการจะขยายตัวการลงทุนในกิจการหลักทรัพย์ในเมืองไทยอย่างเต็มที่ ถึงขั้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่เนื่องจากติดกันในแง่กฎหมาย จึงขอถอนตัวเหลือเพียงสำนักงานตัวแทน ที่มีเจ้าหน้าที่เพียงคนเดียว ดำเนินในด้าน UNDERWRITER ต่อไป ธนาคารกรุงเทพในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ฝ่ายไทย ได้เข้าซื้อหุ้นจาก Nomura Securities โชติ โสภณพานิช กรรรมการรองผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ(ตอนนั้น) ได้รับหน้าที่รับผิดชอบพัฒนสินต่อไป” ผมเคยอรรถาธิบายประเด็นนี้ไว้นานแล้ว จากคำบอกเล่าของวิชรัตน์ วิจิตรวาทการ กรรมการผู้จัดการพัฒนสินฯ(ตอนนั้น)  (พัฒนสินกับโฉมหน้าใหม่ของ “ข้อมูล” การลงทุน  นิตยสารผู้จัดการ มีนาคม 2530)

การปฏิรูปสถาบันการเงินครั้งใหญ่ในประเทศไทย เกิดขึ้นหลังวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี 2540 เปิดทางให้กับขบวนสถาบันการเงินระดับโลก เข้าสู่ระบบธนาคารพาณิชย์และตลาดทุนไทย  Nomura Securities ได้กลับมาอีกครั้ง ร่วมมือกับพันธมิตรเก่า ขณะนั้นพัฒนสินคงธุรกิจหลักทรัพย์ไว้เพียงอย่างเดียว      “เมื่อวันที่29ธันวาคม2553ได้เปลี่ยนชื่อจาก“บริษัทหลักทรัพย์พัฒนสิน”เป็น“บริษัทหลักทรัพย์โนมูระพัฒนสิน” ข้อมูลทางการล่าสุดของโนมูระพัฒนสิน( http://www.nomuradirect.com/)   โดยระบุด้วยว่า Nomura Holdings, Inc. และ Nomura Asia Holding N.V.ถือหุ้นใหญ่ในโนมูระพัฒนสิน รวมกันประมาณ 38% ซึ่งมีทีมชาวญี่ปุ่นเป็นผู้บริหาร

ว่าไปแล้วธนาคารกรุงเทพกับธนาคารญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์มากกว่านั้นและยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน—ในปี 2516   ก่อตั้งบริษัท บางกอกเฟิร์สท์โตไก กิจการร่วมทุนกับ Tokai Bank ปัจจุบันคือบริษัท บางกอก บีทีเอ็มยู   การเปลี่ยนชื่อเกิดขึ้นมาจาก กระบวนการหลอมรวมของธนาคารญี่ปุ่นหลายครั้งอย่างซับซ้อน ในฐานะส่วนหนึ่งของ Bank of Tokyo-Mitsubishi UFJ หรือBTMU   (ผมอธิบายไว้บ้างในตอนที่แล้ว)

ในรายงานประจำปี 2555 ธนาคารกรุงเทพ ให้ข้อมูลว่าได้ถือหุ้น 10% ทั้งในบริษัทบางกอกมิตซูบิชิยูเอฟเจลิส (ธุรกิจเช่าซื้อ) และบริษัทบางกอกบีทีเอ็มยู (ธุรกิจให้กู้ยืมและการลงทุน)

กับธนาคารไทยพาณิชย์

เป็นความสัมพันธ์ที่มีบุคลิกพิเศษ  เครือข่ายความสัมพันธ์ที่กว้างขวาง ทั้งธุรกิจการเงินและอื่นๆระหว่างธุรกิจกรเงินญี่ปุ่น กับธนาคารไทยพาณิชย์  เชื่อมโยงถึงเครือซิเมนต์ไทย  และสำนักงานทรัพย์สินฯ

กล่าวเฉพาะธุรกิจการเงิน เริ่มขึ้นประมาณปี 2525 บริษัทหลักทรัพย์บุคคลัภย์ ร่วมทุนกับ Long-Term Credit Bank of Japanโดยเข้ามาถือหุ้นประมาณ 20 % ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน Sanwa Bank เข้ามาถือหุ้น บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สินอุตสาหกรรม ซึ่งก่อตั้งโดยปูนซิเมนต์ไทย

ความสัมพันธ์ดังกล่าวสิ้นสุดลง  อันเนื่องมาจากวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจปี 2540 ธนาคารไทยพาณิชย์ไม่สามารถรักษาสถาบันการเงินชั้นรองของตนเองไว้ได้ ขณะที่ทั้ง Long-Term Credit Bank of Japan   และ Sanwa Bank ก็อยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงสำคัญ

Long-Term Credit Bank of Japan มีปัญหาหนี้เสียจำนวนมาก ต้องเปลี่ยนสภาพจากธนาคารรัฐบาล (ลักษณะคล้าย ๆ ไอเอฟซีทีของไทย ซึ่งก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน ต้องรวมกิจการกับธนาคารทหารไทย) เป็นธนาคารเอกชนในปี2541   แล้วขายกิจการให้กลุ่มลงทุนจากสหรัฐ (ปี2543) ปัจจุบันคือShinsei Bank ธนาคารญี่ปุ่นแห่งแรกที่ถือหุ้นใหญ่โดยต่างชาติ ส่วนSanwa Bank ผ่านกระบวนการควบรวมกิจการหลายครั้ง   ตั้งแต่ปี 2545 ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ BTMU

อีกด้านหนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการเงินญี่ปุ่นกับลูกค้าชั้นดีของไทย  เครือซิเมนต์ไทยหรือเอสซีจีในฐานะลูกค้ารายใหญ่    มักกู้เงินสกุลเยนจากญี่ปุ่นโดยตรง ถือเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างเครือข่ายอุตสาหกรรมญี่ปุ่น กับกลุ่มอุตสาหกรรมเก่าแก่ของไทย

“ชุมพล ณ ลำเลียง ผู้จัดการใหญ่บริษัทปูนซิเมนต์ไทย เคยยอมรับว่า หนี้สินต่างประเทศของบริษัทที่มีมากกว่า4000ล้านเหรียญสหรัฐ กว่าครึ่งเป็นของญี่ปุ่นนั้น  มีความหมายที่สำคัญอย่างมากอย่างน้อย 2ประการ หนึ่ง-ระบบเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะฐานภาคการผลิต ญี่ปุ่นมีบทบาทอย่างมาก สอง-องค์กรธุรกิจที่มั่นคงและเป็นสัญญาลักษณ์ของภาคเศรษฐกิจ และสถาบันหลักของชาติเป็นผู้ถือหุ้น ก็มีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับญี่ปูน” ผมเคยสรุปความสัมพันธ์กรณีนี้ไว้ในช่วงหลังวิกฤติการณ์ปี 2540 (จากบทความเรื่อง ความสัมพันธ์ธุรกิจไทย-ญี่ปุ่น)

อย่างไรก็ตาม เป็นเพียงมิติความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ยังอยู่ใน 3 ยุคแรก   ตามแนวคิดที่อรรถาธิบายไว้แล้วในตอนที่ 1    ซึ่งแตกต่างจากยุคปัจจุบัน

ความสัมพันธ์ใหม่ ก้าวผ่านความสัมพันธ์กับกลุ่มธุรกิจใหญ่ของไทย  ทั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสคลื่นธุรกิจญี่ปุ่นครั้งล่าสุด  โดยเฉพาะเครือข่ายร้านค้าปลีก  ทั้ง Maxvalu, 7-Eleven, Family mart, Lawson และ Tsuruha   เครือข่ายยักษ์ใหญ่แฟชั่นเสื้อผ้า Uniqlo   ไปจนถึงเครือข่ายร้านอาหารญี่ปุ่นจากญี่ปุ่น  อาทิ Ootoya, Saboten   และ Chabuton เป็นต้น

ผมขออรรถาธิบายปรากฏการณ์ให้ชัดขึ้นในตอนต่อไป ซึ่งเป็นตอนจบ

Advertisements

No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s