สังคมธุรกิจยุคใหม่(1)

ก่อนจะมองเห็นภาพสังคมในอนาคต คงต้องย้อนกลับไปในอดีต จากร่องรอยอดีตถึงปัจจุบัน สัมผัสได้ว่า สังคมไทยกำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ

 

ในช่วงปลายปีต่อปีใหม่ เป็นธรรมเนียมหรือไม่ก็ตาม ผู้คนมักถามถึงอนาคตสังคมไทย  ปีนี้เป็นคำถามที่ดังเป็นพิเศษ  คำตอบสำเร็จรูปชุดหนึ่ง–ควรมองข้ามสถานการณ์เฉพาะหน้า ช่างดูคลุมเครือ สับสน ไปในอนาคต แต่ผมคิดว่า สิ่งที่ควรทำก่อนนั้น คือย้อนไปมองอดีต

บทความชุดนี้(3-4 ตอน) เริ่มต้นจากการสำรวจ ค้นคว้า ความเป็นไปในอดีต จากภาพรวมไปสู่ชิ้นส่วนย่อยๆ จากภาพใหญ่ทางสังคมไปสู่ยุทธศาสตร์ธุรกิจ (ว่าไปแล้ว เป็นการจัดระบบความคิดและข้อมูลจากข้อเขียนของตนเอง ซึ่งให้ความสำคัญเกี่ยวกับ Time- line เสมอ) แต่เมื่อมาถึงสถานการณ์ปัจจุบัน จำเป็นต้องมองแบบย้อนกลับ (Reversed approach) จากความเคลื่อนไหวและแนวโน้มทางธุรกิจ พยายามเชื่อมโยงไปสู่ภาพใหญ่—สังคมและการเมือง เชื่อว่าจะมองเห็นภาพในอนาคตได้บ้างไม่มากก็น้อย

ภาพกว้างๆ ทั้งเหตุการณ์ทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ย่อมมีความสัมพันธ์กับความเคลื่อนไหวทางธุรกิจ   โดยจับภาพมาตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองที่เริ่มต้นในปี 2475 ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางสังคมครั้งใหญ่ครั้งแรก ที่มีผู้เกี่ยวข้องมากขึ้น มีผลกระทบกว้างขึ้น

นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง สังคมไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มาแล้ว 3 ครั้ง ในทุก ๆช่วงประมาณ 20 ปีโดยมีภาวะสับสน วุ่นวาย ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ 3-5 ปี   หากเป็นไปตามสมมติฐานข้างต้น สถานการณ์ปัจจุบันถือว่าเป็นช่วงที่ 4(2540-2560) กำลังอยู่ในข้อต่อแห่งความสับสน วุ่นวาย ก่อนการเปลี่ยนแปลงใหญ่อีกครั้ง แม้จะเป็นบทสรุปที่ดูแข็งทื่อ แต่ผมค่อนข่างเชื่อว่า จะเป็นเช่นนั้น

 

ช่วงที่หนึ่ง( 2475-2500) –ผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

ปี 2475 เปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร เป็นจุดเริ่มต้นการปกครองที่พยายามมีระบบรัฐสภา  โดยอ้างอิงกับพลเมืองมากขึ้น จอมพลป.พิบูลสงคราม ผู้มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงปกครองคนหนึ่ง  เป็นนายกรัฐมนตรี ค่อนข้างยาวนาน (ช่วงที่หนึ่ง 2481-2487 และช่วงที่สอง 2491-2500) แต่อยู่ในช่วงความขัดแย้งทางการเมืองเป็นกระแสหลัก ความเคลื่อนไหวทางธุรกิจจึงดำเนินไปอย่างจำกัด

สาระสำคัญในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นที่พระคลังข้างที่ จากบทบาทเป็นพลังเศรษฐกิจของราชสำนัก มาเป็นกลไกหนึ่งของอำนาจทางเศรษฐกิจกลุ่มคณะราษฎร

ปี 2476 กรมพระคลังข้างที่  เปลี่ยนเป็น สำนักงานพระคลังข้างที่ ภายใต้การดูแลของนายกรัฐมนตรี ต่อมาภายหลังรัชกาลที่ 7 ทรงประกาศสละราชสมบัติในปี 2478 มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ 2479 และในปี2480 จัดตั้งสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์   รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ ในช่วงนั้นมีการแต่งตั้งบุคคลในคณะราษฎร เป็นผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินฯ

ปี 2482 คณะราษฎรได้ตั้งบริษัทไทยนิยมพาณิชย์ พยายามผูกขาดการค้าทั้งระบบ โดยรัฐบาลถือหุ้น 70% และสำนักงานทรัพย์สินฯ ถือหุ้น 30% ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญ เริ่มต้นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญครั้งแรกๆในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

มีธุรกิจ2 แห่งควรอ้างอิงโดยตรง ล้วนก่อตั้งโดยพระคลังข้างที่ มาก่อนหน้ากว่า2 ทศวรรษ–เครือซิเมนต์ไทย (เอสซีจีในปัจจุบัน) กับธนาคารไทยพาณิชย์

ปูนซิเมนต์ไทย มีผลกระทบมากกว่าไทยพาณิชย์ ในฐานะธุรกิจที่มีพลัง  ต้องปรับโครงสร้างกรรมการบริษัท  โครงสร้างการบริหารให้คนไทยมีอำนาจมากขึ้น พยายามลดบทบาทกลุ่มชาวเดนมาร์ก ขณะเดียวกันปูนซิเมนต์ไทยต้องสนองนโยบายรัฐหลายกรณี –เข้าสู่อุตสาหกรรมเหล็ก ให้บริษัทไทยนิยมพาณิชย์จัดจำหน่ายปูนซีเมนต์ และ ร่วมทุนตั้งกิจการใหม่กับพ่อค้าไทยในเครือข่ายจอมพลป.

ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ดำเนินธุรกิจอย่างจำกัด  ในช่วงปลายยุค จึงมีการเปลี่ยนตัวผู้บริหาร จากต่างชาติเป็นคนไทย

ส่วนเครือซีพี—ประวัติระบุว่า เจี่ยเอ็กชอ ผู้ก่อตั้งตั้งร้านในเมืองไทย “เจียไต๋จึง” ตั้งแต่ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จำหน่ายเมล็ดพันธุ์ผัก โดยนำเข้าจากจีนแผ่นดินใหญ่  แต่การค้าไม่ราบรื่น เนื่องจากเหตุการณ์ไม่เอื้อทั้งในจีนและไทย   จึงไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวสำคัญใดๆในช่วงนี้

 

ช่วงที่สอง(2500-2520) – อิทธิพลสหรัฐฯในยุคสงครามเวียดนาม

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี(2502-2506) อำนาจการเมืองรวมศูนย์และดูมั่งคง เปิดศักราชใหม่ด้วยแนวทางเศรษฐกิจให้เอกชนมีบทบาทมากขึ้น เชื่อกันว่าเป็นอิทธิพลของสหรัฐฯซึ่งกำลังขยายเข้ามาในภูมิภาคตามยุทธศาสตร์ต่อต้านคอมมิวนิสต์ การเมืองไทยอยู่ภายใต้การปกครองของกลุ่มทหารเกือบตลอดช่วง จากยุคจอมพลสฤษดิ์  สู่ถนอม-ประพาส (2506-2516) โดยแนวทางทางเศรษฐกิจไม่แตกต่างกัน

ปี 2502 สภาพัฒน์ฯ ก่อตั้งขึ้นจากคำแนะนำและช่วยเหลือของธนาคารโลก พร้อมๆ กับบีโอไอ ตั้งขึ้นเป็นหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนของไทย อันเป็นช่วงการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจของธนาคารโลกในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐฯ มีมากขึ้น

ถือเป็นความต่อเนื่องมาจากเหตุการณ์สำคัญก่อนหน้านั้น ในปี2493 สงครามเกาหลีระเบิดขึ้น สินค้าโภคภัณฑ์ ประเทศไทยเป็นที่ต้องการในตลาดโลก โดยเฉพาะธุรกิจค้าส่งออกขาวที่เคยผูกขาดโดยรัฐ เริ่มกระจายสู่พ่อค้า (โดยเฉพาะกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีน) เริ่มก่อตั้งกิจการต่าง ๆ  จากธนาคาร  สู่กิจการอื่นๆ  ถือว่าผู้มีบทบาททางเศรษฐกิจได้ขยายตัวเพิ่มขึ้น ครั้งใหญ่

ในปี 2496 ร้านเจริญโภคภัณฑ์ เกิดขึ้น จำหน่ายเมล็ดพันธ์พืช ปุ๋ยยาปราบศัตรูพืช อาหารสัตว์ โดยการนำเข้าจากฮ่องกง ขณะเดียวกันก็ส่งออกสินค้าเกษตรต่างๆ ตามสถานการณ์ รวมทั้งไก่ หมู ไปยังตลาดฮ่องกง ต่อมาได้เปิดยุคใหม่ ด้วยการร่วมทุนในการพัฒนาพันธุ์ไก่ กับ Arbor Acres แห่งสหรัฐฯในปี 2512 เป็นปีเดียวกับ  ชิน โสภณพนิช เข้าบริหารธนาคารกรุงเทพ  และเทียม โชควัฒนา พัฒนาร้านค้าสินค้าอุปโภคบริโภค “เฮียบเซ่งเชียง” แบบเก่า มาเป็นสหพัฒนพิบูล

ต่อมาในปี2499 เตียง จิราธิวัฒน์ เริ่มต้นเปิดห้างเซ็นทรัลแห่งแรกที่วังบูรพา ซึ่งถือเป็นต้นแบบห้างสรรพสินค้าในไทย จากนั้นได้พัฒนาให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตแบบตะวันตกมากขึ้น โดยเปิดห้างในรูปแบบใหม่ครั้งแรกที่สีลม (2511)

ปี 2500สุกรี โพธิรัตนังกูร เริ่มต้นอุตสาหกรรมสิ่งทอ ด้วยการเช่าโรงงานเก่าของทหาร มาปรับปรุงโดยเทคโนโลยีญี่ปุ่น พัฒนาอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นแหล่งจ้างใหม่   กระตุ้นให้เกิดกระบวนการเปลี่ยนอาชีพจากเกษตร มาเป็นกรรมกรโรงงาน แต่ยังกระจุกตัวอยู่ในเมืองหลวงและชานเมือง  ปี2501 บริษัทอิตาเลี่ยนไทย ของนายแพทย์ชัยยุทธ์ กรรณสูตร ธุรกิจก่อสร้างไทย ก่อตั้งขึ้น อ้างอิงกับการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคครั้งใหญ่

ส่วนปูนซิเมนต์ไทยธุรกิจเก่าแก่ของไทย เข้าสู่ช่วงทศวรรษขยายตัวทางธุรกิจครั้งใหญ่ ( 2505 – 2515 ) นอกจากปัจจัยการขยายตัวทางเศรษฐกิจแล้ว ยังมีแรงกระตุ้นครั้งแรกในประวัติศาสตร์  คือการเริ่มต้นมีคู่แข่งขัน รายแรก—บริษัทชลประทานซีเมนต์ (เริ่มผลิตปี 2503) ตามมาด้วยคู่แข่งรายสำคัญ—ปูนซีเมนต์นครหลวงเริ่ม(ผลิตครั้งแรกในปี 2513)

โมเมนตัมรุนแรงมากยิ่งขึ้นๆ  ผู้มีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น  มาจากกระแสคลื่นธุรกิจต่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหรัฐ ฯ

การลงทุนของธุรกิจสหรัฐในไทยมาเป็นระลอก  โดยเฉพาะสินค้าคอนซูเมอร์และสถาบันการเงิน    สินค้าคอนซูเมอร์     Pepsi(2499)ร่วมมือกับตระกูลธุรกิจเก่าแก่-บูลสุข และหวั่งหลี    Coca-Cola(2500) ร่วมมือกับตระกูลสารสินถือว่า American Connection ของเมืองไทย  และอีกบางส่วนเข้ามาดำเนินกิจการเอง อาทิ Colgate-Palmolive (2501) Kodak(2511)  American Standard (2512) Levi Strauss(2515)   ส่วนธุรกิจการเงิน   EX-IM Bank (2508)  เข้ามาสนับสนุนโครงการร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชนในการผลิตกระดาษคราฟท์ แต่มีปัญหากิจการอย่างมาก ก่อนปูนซิเมนต์ไทยจะเข้าไปเกี่ยวข้องในอีกกว่าทศวรรษ Banker Trust ร่วมทุนกับตระกูลลำซ่ำก่อตั้งTISCO) (2512)    Chase Manhattan Bank   ร่วมทุนกับเครือข่ายตระกูลลำซ่ำ ก่อตั้งCMIC (2514)

ธนาคารไทยพาณิชย์ธนาคารแห่งแรกของไทย  ยังอยู่ระยะตื้นตัวค่อนข้างช้าในช่วงนี้  แต่จะน่าสนใจมากขึ้นในช่วงต่อไป(ช่วงที่สาม 2520-2540)    

 

No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s