สังคมธุรกิจยุคใหม่(2)

สังคมธุรกิจไทยในช่วงปี 2520-2540 มีความคึกคักอย่างมาก เป็นช่วงเวลาของกลุ่มธุรกิจรากฐานเก่า (Old Establishment) อย่างแท้จริง

จากสมมติฐานที่ว่าสังคมธุรกิจไทยได้สถาปนาขึ้นอย่างจริงจังในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง  กลุ่มธุรกิจรากฐานเก่า (Old Establishment) ตามคำนิยามของผม คือกลุ่มธุรกิจที่เกิดก่อนหน้านั้นซึ่งมีไม่กี่ราย กับส่วนใหญ่ที่ก่อตั้งขึ้นในช่วงต่อระหว่างช่วงที่1–ผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (2475-2500) และช่วงที่2 –อิทธิพลสหรัฐฯในยุคสงครามเวียดนาม (2500-2520)

กลุ่มเหล่านี้มีความเคลื่อนไหวอย่างคึกคักตลอดช่วงที่3(2520-2540 กลุ่มธุรกิจดั้งเดิมขยายฐานอย่างมั่นคง) ซึ่งควรพิจารณา พัฒนาการและความเป็นไป โดยแบ่งออกเป็น3 ระยะ

 

ระยะที1หัวเลี้ยวหัวต่อ ระหว่างช่วงที่ 2 กับเริ่มต้นช่วงที่ 3

หลังมีรัฐประหารในช่วงต่อเนื่องกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519   ธานินทร์ กรัยวิเชียร มาเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ประมาณ1 ปี (8 ตุลาคม 2519-20 ตุลาคม 2520) จากนั้นรัฐประหารก็ได้เกิดอีกครั้งโดยคณะเดิม แต่ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่–พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ โดยอยู่ในตำแหน่งได้ประมาณปีครึ่ง (11 พฤศจิกายน 2520-12 พฤษภาคม 2522)

เป็นระยะคาบเกี่ยวกับการสิ้นสุดสงครามเวียดนาม(ปี 2518)  กับ“ทฤษฎีโดมิโน” ได้สร้างความวิตกกังวลโดยทั่วไป จากปรากฏการณ์ขยายตัวของคอมมิวนิสต์ จากเวียดนาม สู่ลาว(ปี2518) และ เขมร(เขมรแดงปกครองปี 2518-2522) ซึ่งเป็นแดนต่อแดนกับประเทศไทย ยิ่งไปกว่านั้นเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่ขบวนคอมมิวนิสต์ไทยเติบโตขึ้น โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์6 ตุลาคม นักศึกษาจำนวนนับหมื่น เข้าสู่เขตป่าเขาร่วมขบวนการ

ขณะที่ภาคธุรกิจ เริ่มต้นการปรับโครงสร้างครั้งสำคัญ   ถือว่าเป็นครั้งแรก ๆ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ปี 2522 เกิดวิกฤติการณ์ตลาดหุ้นในฮ่องกง ส่งผลกระทบไปทั่วภูมิภาค รวมทั้งตลาดหุ้นไทยซึ่งยังอยู่ในระยะเยาว์วัย เป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้เกิดวิกฤติสถาบันการเงินของไทย    วิกฤติการณ์ดังกล่าวได้ทำลายโอกาส “หน้าใหม่”อย่างราบคาบ ด้วยการล้มลงของสถาบันการเงินชั้นรองที่รัฐเปิดโอกาสให้มีขึ้นในช่วงก่อนหน้านั้นไม่นาน ขณะที่สถาบันการเงินที่มีธนาคารหนุนหลัง เผชิญบททดสอบแต่ก็ผ่านไปได้   กรณีที่ครึกโครมมากที่สุดคือ กรณีพีเอสเอ (2518-2524) ซึ่งมีจุดจบเช่นเดียวกันกับ “หน้าใหม่”อื่นๆ

ระบบธนาคารครอบครัว ในฐานะแกนกลางของระบบเศรษฐกิจไทย ได้สถาปนาโมเดลแห่งความมั่งคั่ง(อ้างอิงแนวความคิดจากหนังสือ  The Fall of Thai banking ของผมเอง) มีการขยายตัว จากธุรกิจธนาคาร สู่ธุรกิจข้างเคียงและธุรกิจอื่นๆจากโอกาสที่มีมากกว่าใครๆ

 

ระยะที่2 การเมืองไทยเข้าสู่ระบบเลือกตั้ง มีนายกรัฐมนตรีที่สามารถอยู่ในตำแหน่งต่อเนื่องถึง 8 ปี —พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ (2522-2531)

เป็นช่วงเวลาเดียวกันขบวนการคอมมิวนิสต์ไทยเริ่มอ่อนกำลังลง (ตั้งแต่ปี 2522) ขบวนนักศึกทยอยออกจากป่า ทั้งนี้เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่อง  มาตั้งแต่รัฐบาลม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เปิดความสัมพันธ์กับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน (ปี 2518) จนมาถึงช่วงเปลี่ยนแปลงในจีนแผ่นดินใหญ่เมื่อ เติ้งเสี่ยวผิง ขึ้นเป็นผู้นำ ได้ประกาศนโยบายปฏิรูปทางเศรษฐกิจ   รวมทั้งมีการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทย-จีนขึ้น (ปี 2521)

หลังจากรัฐประสบชัยชนะต่อขบวนการคอมมิวนิสต์ในเขตชนบท  กลุ่มธุรกิจที่มีฐานอยู่กรุงเทพฯ เดินหน้าขยายกิจการครั้งใหญ่    โดยเฉพาะในเครือข่ายสำนักงานทรัพย์สินฯ

เครือซิเมนต์ไทยและธนาคารไทยพาณิชย์ (ทั้งสองกิจการถือหุ้นใหญ่โดยสำนักงานทรัพย์สินฯ) เติบโตอย่างมากมาย   ช่วงปี 2525-2530 เครือซิเมนต์ไทยขยายตัวทางธุรกิจมากที่สุดยุคหนึ่ง ทั้งโดยเข้าครอบงำกิจการที่มีปัญหา   และได้สร้างกิจการขึ้นใหม่อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะมีการร่วมทุนกับธุรกิจญี่ปุ่นถึง 20โครงการ ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ เติบโตอย่างก้าวกระโดด ในช่วงปี 2522-2531สินทรัพย์พุ่งขึ้นจากระดับไม่ถึง 5 หมื่นล้านบาท ไปทะลุ 1 แสนล้านบาท สร้างเครือข่ายสาขาอย่างรวดเร็ว จากประมาณ 100สาขาในปี 2522 เพิ่มเป็นสองเท่าในปี 2531

ปี 2526 อุตสาหกรรมปิโตรเคมีครบวงจรลั่นระฆัง ต่อเนื่องจากการค้นพบก๊าซธรรมชาติตั้งแต่ปี 2516 ธุรกิจดั้งเดิมของไทยเข้าร่วมวงอย่างคึกคัก เข้าสู่โมเดลการสร้างมั่งคั่งใหม่ รวมทั้งเครือซิเมนต์ไทย

ในปลายยุคเปรม ติณสูลานนท์   มีการลดค่าเงินบาท( ปี2527) เป็นระยะปรับตัวสั้นๆของธุรกิจไทย  ก่อนก้าวทะยานต่อไป

 

ระยะที่3 (2531-2540)

เริ่มจาก ยุครัฐบาลพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ  ในช่วง2ปีกว่าๆ( 2531-2534)   แม้มีรัฐประหารอีกครั้ง  จนได้นายกรัฐมนตรีชื่ออานันท์ ปันยารชุน (2 มีนาคม  2534-23 กันยายน พ.ศ. 2535) แต่โมเมนตัมทางเศรษฐกิจได้เดินหน้าต่อไป  ต่อเนื่องไปถึงช่วงนายกรัฐมนตรีที่เป็นนักการเมืองมืออาชีพ(ชวน หลีกภัย 2535-2538  และ บรรหาร ศิลปอาชา2538-2539   โดยปิดท้าย ในยุคพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ2539- 2540 ) ถือเป็นระยะสุดท้ายของช่วงจริงๆ

นโยบาย“เปลี่ยนจากสนามรบให้เป็นสนามการค้า” ยุคชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี สะท้อน ความเชื่อมั่นว่าในภูมิภาคนี้ไม่เป็นไปตามทฤษฏีโดนมิโน ขณะที่สงครามในกัมพูชาค่อยๆสงบลง

สัญญาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่เริ่มต้น   ปี 2531 อัตราการเจริญเติบโตเศรษฐกิจไทย (GNP) ทะยานขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง 13.2%

ขบวนธุรกิจญี่ปุ่นเข้ามาเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง บางกรณีถือโอกาสเข้าครอบงำเข้าแทนที่หุ้นส่วนไทย อาทิ กรณี Sony (ปี 2531)   ส่วนแผนการร่วมทุนอย่างขนานใหญ่กับเครือซิเมนต์ไทย ดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง รวมทั้งมีเป้าหมายใหญ่ เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งรัฐกำลังสนับสนุนอย่างเต็มที่

และแล้วมีการปรากฏโฉม “หน้าใหม่” ที่ตลาดหุ้น ในปี 2533 ดัชนีตลาดหุ้นไทยทะยานขึ้นทะลุ 1,000 จุดเป็นครั้งแรก เป็นปีที่มีบริษัทจดทะเบียนถึง 214 บริษัท เพียง3ปีจากนั้น ดัชนีหุ้นไทยพุ่งทะลุ 1, 500 จุด

กรณี  ปิ่น จักกะพาก และทักษิณ ชินวัตร เป็นเรื่องราวที่ควรพาดพิงถึง

ปิ่น จักกะพาก ชักนำ BNP Paribas ธนาคารยักษ์ใหญ่แห่งฝรั่งเศส เข้าถือหุ้นบริษัทเงินยิบอินซอย (ชื่อเดิมของเอกธนกิจ) เป็นจุดเริ่มต้นยุคใหม่(ปี2527)    ปี2531 เอกธนกิจเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น เป็นจังหวะทีดีมาก กิจการขยายตัวอย่างรวดเร็ว  จากธุรกิจค้าหุ้นในฐานะมีเครือข่ายกิจการหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นไทย  สร้างฐานธุรกิจเงินทุนทีมีพลังมากกว่าธนาคารขนาดเล็กในเวลานั้น    สู่อสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมเป็นขั้นๆ  ล้วนมาจากยุทธศาสตร์อันโลดโผน  การเทคโอเวอร์กิจการต่างๆอย่างครึกโครมและต่อเนื่อง กลายเป็นโมเดลอันน่าทึ่ง  ช่วงปี2529-2539 สินทรัพย์กลุ่มเอกธนกิจ ขยายตัวอย่างมหัศจรรย์เกือบ50เท่า จากระดับสองพันล้านบาท ทะลุหนึ่งแสนล้านบาท

ทักษิณ ชินวัตร ค้นพบและพัฒนาระบบสัมปทานสื่อสารยุคใหม่ช่วงปี 2533-2534 เส้นทางสะสมความมั่งคั่งของเขา สัมพันธ์กับยุคสื่อสารกำลังขยายตัวทั่วโลก กับกลไกตลาดหุ้นซึงทำงานอย่างเต็มที่ กลายเป็นคนจุดกระแสใหม่ แม้แต่ซีพี ผู้มุ่งมั่นในธุรกิจเกษตร ยังตัดสินใจร่วมเดินทางสายนี้ด้วย ในปี 2533 ซีพีร่วมทุนกับ Bell Atlantic แห่งสหรัฐฯ เข้ารับสัมปทานโทรศัพท์พื้นฐาน 2 ล้านเลขหมายในเขตกรุงเทพฯ

ภาพใหญ่ที่ตลาดหุ้นในปี 2538 ธุรกิจการเงินและหลักทรัพย์ที่มีปิ่น จักกะพาก เป็นตัวแทน มีการซื้อขายหุ้นมากที่สุดถึงกว่า 4 แสนล้านบาท   ธนาคารซึ่งเป็นฐานอันมั่นคงของธุรกิจดั้งเดิม มาเป็นอันดับ 2 เกือบๆ3 แสนล้านบาท ส่วนธุรกิจสื่อสารที่มีทักษิณ ชินวัตร เป็นตัวแทน มีการซื้อขายสูงสุดเป็นอันดับ3 ยังไม่ถึง2 แสนล้านบาท ในขณะที่เงินลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จากระดับ 1 แสนล้านบาทในปี 2534  มาสู่ระดับ 7-8แสนล้านบาทในช่วงปี2536-2538

ว่าไปแล้วในช่วงนั้นไม่มีใครสนใจใครเป็นพิเศษ  เพราะเชื่อว่าเป็นเวลาทำงานอย่างแข็งขันในช่วงโอกาสที่เปิดกว้างอย่างแท้จริง     บางกลุ่มธุรกิจแสดงบทบาทโลดโผนเพิ่มขึ้น ด้วยการก้าวเข้าสู่เวทีโลก ยูนิคอร์ด จากพื้นฐานธุรกิจค้าสงออกสินค้าเกษตรในยุคต้นสงครามเวียดนาม ระดมทุนจากตลาดหุ้นไทย เข้าซื้อกิจการผลิตและจำหน่ายปลาทูน่ายักษ์ใหญ่ระดับโลก—Bumble Bee (ปี 2532)  ดุสิตธานี เครือข่ายโรงแรมแรกๆของไทยที่ก่อตั้งขึ้นในยุคเดียวกัน เข้าซื้อเครือข่ายโรมแรมยุโรป—Kempinski (ปี 2534) ทั้งสองกรณีเป็นตัวอย่างในกระแสใหญ่ ที่มีผู้ร่วมขบวนมากมาย แม้แต่เครือซิเมนต์ไทย (ลงทุนกิจการเซามิคในสหรัฐ—TileCera Incในปี 2533) และธนาคารไทยพาณิชย์ (เปิดสาขาทั่วภูมิภาคอินโดจีน ตั้งแต่ปี 2534)

“เศรษฐกิจไทยในช่วงต่อไปในทศวรรษ 1990นี้ จะเติบโต แข็งแรงและยืดหยุ่นมากพอ ที่จะรับมือกับสิ่งท้าทายต่างๆที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และการเมืองภายในประเทศ ภายในภูมิภาค หรือระดับนานาชาติ” ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ รัฐมนตรีคลังในขณะนั้น แสดงปาฐกถาเรื่อง“ภาพรวมเศรษฐกิจทศวรรษ1990” ในงานสัมมนา “ประเทศไทย: อนาคตสำหรับการเติบโตและการลงทุน” จัดโดยEuro Money Magazine (30มีนาคม 2536) แสดงความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการเปิดเสรีทางการเงินดำเนินการเต็มรูปแบบ

โดยไม่มีคาดคิดว่า ไม่นานจากนั้น สถานการณ์อันเลวร้ายจะเกิดขึ้น 

No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s