เรื่องของAIS(อีกครั้ง)

temasekนับแต่นี้“ความอ่อนไหว”ของสาธารณชนที่มีต่อธุรกิจจะมีมากขึ้น นอกจากปัจจัยที่เกี่ยวข้องมีมากขึ้นแล้ว ยังมาจากกลไกอันซับซ้อนของธุรกิจไทยเองด้วย

กรณี AIS ส่งสัญญาณเช่นนั้น

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ถือเป็นเครื่องหมายการค้า หรือแบรนด์เนม ในขณะที่ใช้ชื่อย่อ“ADVANC” ในฐานะหลักทรัพย์ในตลาดหุ้น

เครือข่าย

“AIS เป็นผู้นำธุรกิจในด้านการสื่อสารโทรคมนาคมแบบไร้สาย ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดในเชิงรายได้ที่สูงกว่า 54% ในปี 2555 และนำเสนอบริการคุณภาพให้แก่ลูกค้ากว่า 36 ล้านเลขหมาย หรือ 44% ของจำนวนผู้ใช้บริการในประเทศไทย”รายงานของAIS เองอ้างไว้

AIS มีเครือข่ายผู้ใช้บริการสื่อสารไร้สายอย่างเป็นระบบมากที่สุดในประเทศ เครือข่ายผู้ใช้บริการมีมากกว่าจำนวนบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานว่า มีไม่ถึง 20 ล้านบัตร

อีกด้านหนึ่ง ADVANC เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหุ้นที่มีมูลค่าตามราคาตลาดหุ้น (Market capitalization) ประมาณ 8 แสนล้านบาท มีการซื้อขายต่อวันโดยเฉลี่ยประมาณ 1,700 ล้านบาท หากคำนวณคร่าวๆ การซื้อขายทั้งปี มากกว่า 4แสนล้านบาท ถือว่าผู้มีเกี่ยวข้องจำนวนไม่น้อยที่เป็นนักลงทุน

ADVANC ถือเป็นหุ้นยอดนิยม  โดยเปรียบเทียบ  ขอยกตัวอย่าง ธนาคารไทยพาณิชย์หรือ SCB ในฐานะในช่วง 3 ปีมานี้( 2553-2555 ) มีรายได้ใกล้เคียงกัน   SCBมีมูลค่าตลาดราคาตลาด(Market  capitalization)เพียงประมาณ 5 แสนล้านบาท  การซื้อขายแต่ละวัน ประมาณ 1200 ล้านบาท    ทั้งนี้ทั้ง SCB และ ADVANC มีจำนวนหุ้นทั้งสิ้นใกล้เคียงกันประมาณ3พันล้านหุ้น   แต่ SCB  ราคาพาร์ 10บาท ส่วน ADVANC เพียง 1 บาท  ทั้งนี้ราคาซื้อขายหุ้นปัจจุบัน   SCB อยู่ที่ระดับ 140 บาทต่อหุ้น ในขณะที่ ADVANC อยู่ในระดับ 200บาทต่อหุ้น  แม้ว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา SCB มีผลกำไรมากกว่า ADVANC  ก็ตาม

ผู้ถือหุ้นใหญ่

AIS หรือ ADVANC ได้รายงานข้อมูลผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ในข้อสนเทศตลาดหลักทรัพย์ฯล่าสุด (21สิงหาคม 2556)

—อันดับ1. บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มีสัดส่วน 40.45%   และอันดับ2. SINGTEL STRATEGIC INVESTMENTS PTE LTD. มีสัดส่วน 23.31%   รวมแค่ 2ราย ถือเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ มีอำนาจในการควบคุมการบริหารกิจการแล้ว

โดยปกติผู้ถือหุ้นข้างมาก สามารถมีอำนาจบริหารกิจการ โดยไม่จำเป็นต้องมีสัดส่วนถือหุ้นเกินกึ่งหนึ่ง  เป็นโมเดลทั่วไปของกิจการในตลาดหุ้น  ขอเปรียบเทียบกับ SCB อีกเช่นกัน

SCB มีผู้ถือหุ้นหลัก 2 กลุ่ม หนึ่ง-สำนักงานทรัพย์สินฯ กับทุนลดาวัลย์ (ถือหุ้น 100% โดยสำนักงานทรัพย์สินฯ) รวมกันประมาณ 24%   สอง- กระทรวงการคลัง (ผ่านกองทุนรวม วายุภักษ์หนึ่ง) ประมาณ23%    เป็นที่รู้กันว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ มีอำนาจควบคุมการบริหาต่อเนื่องมา แม้ว่าทั้งสองกลุ่มไม่ถือว่ามีความสัมพันธ์กันโดยตรงก็ตาม

ส่วนกรณี AIS  ต้องกลับพิจารณาโครงสร้างผู้ถือหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่น อีกชั้นหนึ่ง  พบว่าแต่เดิมชิน คอร์ปอเรชั่น  เคยมีผู้ถือหุ้นหลัก 2  รายรวมกันเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อย่างเบ็ดเสร็จ  คือ  Cedar Holdings และ Aspen Holdings ถือหุ้นรวมกันประมาณ 96%  (ข้อมูลเมื่อปี 2554) แต่เมื่อปีที่แล้ว(26 มกราคม2555—จากรายงานประจำปี 2555)ทั้งสองกลุ่มถือหุ้นรวมกันเหลือเพียงประมาณ 80%   และล่าสุด(27 สิงหาคม 2556)  เหลือเพียง Aspen Holdings เท่านั้นถือหุ้นในจำนวนเท่าๆเดิม  41.62%

คำอรรถาธิบายสำคัญบางเรื่องมีมานานแล้ว ตั้งแต่ดีลซื้อขายหุ้นครั้งใหญ่ที่สุดเมื่อปี 2549   จากข่าวทางการของTemasek  (ปัจจุบันยังอยู่ใน NEWS RELEASES ของ Temasek   — http://www.temasek.com.sg/  ) Temasek-SCB led investor group acquires Shinawatra and Damapong Families’ stakes in Shin Corp/23 January 2006 รวมทั้งมีฉบับภาษาไทยอย่างเป็นทางการด้วย—เทมาเส็ก-ไทยพาณิชย์และกลุ่มนักลงทุนไทยร่วมซื้อหุ้นชินคอร์ปจากชินวัตรและ ดามาพงศ์ / กรุงเทพฯ/23 มกราคม 2549

ประเด็นที่หนึ่ง-สัดส่วน51/49

“ซีดาร์ เป็นบริษัทที่เทมาเส็กถือหุ้นอยู่49% และธนาคารไทยพาณิชย์ และบริษัทกุหลาบแก้วถือหุ้นในส่วนที่ เหลือ51% ขณะที่แอสเปนเป็นบริษัทที่เทมาเส็กถือหุ้นแต่เพียงผู้เดียวทางอ้อม” คำอธิบายที่มาของบริษัททั้งสองในช่วงนั้น ถือว่าชัดเจน (อ้างจากฉบับภาษาไทย)  ส่วนความเชื่อมโยงระหว่าง Temasek ในชินคอร์ป กับSingtel เป็นเรื่องที่รู้ดีกันอยู่แล้ว  กรณี Cedar Holdings ถือเป็นหัวใจของโครงสร้างถือหุ้น 51/49   เชื่อว่ามีที่มาจากแนวทางการลงทุนของบริษัทต่างประเทศที่พยายามเป็นบริษัทไทย เรื่องราวทำนองนี้เกิดขึ้นมาแล้วมากมายในหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีบริษัทญี่ปุ่น ภายใต้โครงสร้างถือหุ้น ไทย/ญี่ปุ่น  51/49 โดยญี่ปุ่นมีอำนาจการบริหารกิจการ หลายกรณียังตกทอดมาถึงปัจจุบัน ผมค่อนข้างเชื่อว่าโมเดลในระยะก่อนหน้านี้ สร้างความอึดอัดต่อธนาคารไทยพาณิชย์พอสมควร

ประเด็นที่สอง Cedar Holdings หายไปไหน

ก่อนอื่นขออธิบายกระบวนการลดสัดส่วนการถือหุ้นของ Cedar Holdings เสียก่อน

ความจริงแล้วในครั้งแรกๆ ทั้ง Cedar Holdings และ Aspen Holdings จำเป็นต้องถือหุ้นรวมกันมากถึงกว่า 90% นั้นมีเหตุผล “ตามข้อบังคับของตลาดหลักทรัพย์แหงประเทศไทย ่ ซีดาร์ และแอสเปนจะร่วมกันทำคําเสนอชื้อหุ้นส่วนที่เหลือของบริษัทชิน คอร์ปจากผู้ถือหุ้นรายย่อย” (อ้างจากข่าวชิ้นเดียวกัน)

หลังจากนั้น สามารถขายหุ้นออกไปตามที่เห็นสมควร โดยพยายามคงสัดส่วนข้างมากอย่างเหมาะสม  ดูเป็นยืดหยุ่นมากขึ้น เมื่อสัดส่วนการถือครองของรายย่อยในตลาดหุ้นมีมากขึ้น   เท่าที่พิจารณาข้อมูลจากตลาดหุ้น ถือว่าในช่วงที่ผ่านมาเป็นจังหวะที่เหมาะ   จากเดิมราคาหุ้นที่ซื้อเมื่อปี 2549 ราคาเพียง49 บาท ในช่วงปี 2556-7 ราคาหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่น หรือIntuch สูงขึ้นพอสมควรอยู่ที่ประมาณ 69 บาท   

นอกจากนั้น  ถ้อยแถลงเมื่อ  6 ปีที่แล้วยังได้ตอบคำถามที่ดังกระหึ่มในเวลานั้น ซึ่งเผอิญยังดังมาถึงปัจจุบันไว้ด้วย

“ภายหลังการซื้อขายหุ้นในครั้งนี้ ตระกูลชินวัตร และตระกูลดามาพงศ์ จะไม่มีหุ้นเหลืออยู่ในชินคอร์ป แม้แต่หุ้นเดียว โดยดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ได้กล่าวว่า “ดีลนี้เป็นการขายหุ้นออกทั้งหมด และไมมี่เงื่อนไขให้ทั้งสองครอบครัวซื้อหุ้นคืนแต่อย่างใด””

ประเด็นสุดท้ายเมื่อพิจารณาโครงสร้างการบริหาร AIS พบความชัดเจนว่า คนของ Singtel มีอำนาจอย่างแท้จริง และผมค่อนข้างเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างTemasek –Singtel กับเครือข่ายไทยพาณิชย์-เอสซีจี นั้นมีมากทีเดียวเมื่อพิจารณาถึงบุคคลสำคัญๆที่เกี่ยวข้องกับทั้งIntuch และAIS ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากชุมพล ณ ลำเลียง ผู้บริหารคนสำคัญของเครือข่ายธุรกิจสำนักงานทรัพย์สินฯ เข้าดำรงตำแหน่งประธานกรรมการSingtel ในช่วงสำคัญช่วงหนึ่ง (2546-2554) มาจนถึงบทบาทใหม่ของอดีตผู้บริหารคนสำคัญเอสซีจีซึ่งยังทำงานให้เครือข่ายธุรกิจเดิม–   อวิรุทธ์ วงศ์พุทธพิทักษ์ (ปัจจุบันเป็นประธานกรรมการบริหารเทเวศร์ประกับภัย ที่ปรึกษาสำนักงานทรัพย์สินฯ   และกรรมการ ทุนลดาวัลย์และ วังสินทรัพย์) เข้าเป็นกรรมการAIS (2549- ปัจจุบัน) และ ชลาลักษณ์ บุนาค (ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สยามสินธร และที่ปรึกษาทุนลดาวัลย์) เข้าเป็นกรรมการชินคอร์ป (2550-ปัจจุบัน)

ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ก่อตัวตั้งแต่วิกฤตการณ์ปี 2540 นั้น มีความสำคัญมากกว่า ที่ใครๆคิด

No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s