สังคมธุรกิจยุคใหม่(3)

ปรากฏการณ์ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อช่วงที่ 3 และช่วงที่ 4 เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน   การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยครั้งใหญ่ อันเนื่องมาจากการล่มสลายเป็นระลอก ของธุรกิจที่เคยมีฐานอันมั่นคงในสังคมเมืองหลวง เป็นแรงกระเพื่อมที่รุนแรง ต่อเนื่อง ยาวนาน จนถึงปัจจุบันก็ว่าได้

 

ระยะปลายช่วงที่สาม ฐานอันมั่นคงของธุรกิจดั้งเดิม( 2539-2540)  จนถึง ะยะต้นช่วงที่ 4 ความขัดแย้งระหว่างโครงสร้างเก่ากับโอกาสใหม่ (2540-2549) เกิดขึ้นในยุครัฐบาลที่นายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้ง 3คน–พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ (25 พฤศจิกายน -2539-9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540)   ชวน หลีกภัย (9 พฤศจิกายน 2540- 9 กุมภาพันธ์ 2544) และพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร (ครั้งแรกอยู่ครบวาระ 9 กุมภาพันธ์ 2544- 11 มีนาคม 2548 และครั้งที่สอง 11 มีนาคม 2548 – 19 กันยายน2549)

ห้วงเวลานั้นส่วนใหญ่อยู่ในช่วงหลังวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ  ถือเป็นครั้งแรกที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจ มีต่อสังคมและพลเมืองกว้างขึ้นและรุนแรงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

วิกฤติตลาดหุ้น-ค่าเงินบาท

ตั้งแต่ปลายปี2529 ถือเป็นช่วงเริ่มต้นยุคใหม่ตลาดหุ้น   ดัชนีราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นเป็นไปอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 400จุด  ไต่ระดับถึงสูงสุดใช้เวลาพอสมควร อยู่ที่  1,753 จุด เมื่อ 4 มกราคม 2537  ถือว่าอยู่ในระดับสูงทีสุด ในช่วงตลาดหุ้นคึกคักก่อนวิกฤติการณ์มาถึง    หลังจากนั้นไม่นาน ดัชนีได้ส่งสัญญาณถึงความเปราะบางและผันผวนของตลาดหุ้น    ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2537 จนถึงกลางปี 2539  ดัชนีมีการเคลื่อนไหวช่วงกว้างมากๆ  ขึ้นลงระหว่าง 12,00-1,500 จุด   จนมาชัดเจนในครั้งหลังของปี 2539  ดัชนีลดลงอย่างรุนแรงต่อเนื่องตลอดปี 2540 รวมทั้งในช่วงปี 2541  ด้วย

ความตกต่ำดัชนีราคาหุ้น เป็นเหตุและผล  และมีความสัมพันธ์ กับเหตุการณ์2 กรกฎาคม 2540 เมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท และเข้าโปรแกรมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ   ค่าเงินบาทในเวลานั้นอ่อนตัวอย่างรวดเร็ว โดยลงไปช่วงต่ำสุดถึงระดับ 55 บาทต่อ 1 ดอลล่าร์สหรัฐ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของไทย มีอิทธิพล ส่งผลกระทบ ลุกลามไปในระดับภูมิภาคและระดับโลกในเวลาต่อมาด้วย

วิกฤติสถาบันการเงิน

สถาบันการเงิน ได้รับผลกระทบในทันที

ในปลายปี 2540 กระทรวงการคลังสั่งปิดกิจการสถาบันการเงินเป็นจำนวนมาก   เป็นบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ถึง 58 แห่ง ซึ่งล้วนเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน  จึงถูกเพิกถอนออกจากตลาดหุ้น (25ธันวาคม 2540) เป็นขบวนการใหญ่   ถือเป็นภาวะล่มสลายที่รวดเร็วและรุนแรง

เมื่อพิจารณาโครงสร้างความเป็นเจ้าของพบว่า  ภาวะล่มสลายส่งผลกระทบกว้างและลึกกว่าครั้งใดๆ     หนึ่ง-กิจการหลักของกลุ่มเอกธนกิจภายใต้การบริหารของปิ่น จักกะพาก  ตัวละครสำคัญของวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจของไทย   โดยด้านหนึ่ง ปิ่น จักกะพาก มีความสัมพันธ์กับกลุ่มธุรกิจตระกูลเก่าหรืออิทธิพลเก่า    สอง –เครือข่ายการเงินของตระกูลธุรกิจเก่า ทีทรงอิทธิพลในช่วงที่สาม (2520-2540) อาทิ  กลุ่มยิบอินซอย –จูตระกูลและลายเลิศ (บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีมิตร)    กลุ่มตระกูลศรีวิกรม์ (บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ศรีธนา) กลุ่มโอสถานุเคราะห์ (บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์จีเอฟ) รวมไปจนถึงตระกูลเก่าแก่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 อย่าง หวั่งหลี (บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์พูลพิพัฒน์)

ต่อมาในปี2542 มีควบรวมสถาบันการเงินอีกจำนวนหนึ่งให้เป็นของรัฐ สถาบันการเงินในเครือข่ายของธนาคารใหญ่ที่เคยได้รับการคุ้มครอง แต่คราวนนี้ต้องล่มสลาย   โดยเฉพาะ ธนสยาม ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์   ร่วมเสริมกิจในเครือธนาคารกรุงเทพ รวมบริษัทเงินทรัพย์หลักทรัพย์ภัทรธนกิจ (ถือหุ้นใหญ่ โดยตระกูลลำซ่ำ) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับธนาคารกสิกรไทย

ภาพน่าที่ตระหนกในตอนนั้น อยู่กับกิจการสถาบันการเงินชั้นรอง—บริษัทเงินทุน ซึ่งถูกกำกับอย่างเข้มงวดโดยธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ธุรกิจอีกด้านผู้คนมองข้าม- ธุรกิจหลักทรัพย์ ซึ่งส่วนใหญ่พ่วงกับกิจการเงินทุน ไม่อยู่ในข่ายต้องเลิกกิจการ อย่างไรก็ตามกลุ่มเจ้าของเดิมหรือแม้แต่ธนาคาร   กำลังสาละสนกับภาวะล่มสลาย ในขณะที่สภาพตลาดหุ้นตกต่ำ    จึงเปิดช่องอันกว้างให้กิจการหลักทรัพย์ทั้งเครือข่ายทั้งระดับโลกและภูมิภาคเข้ามายึดครองโดยง่าย

ปัจจุบันธุรกิจหลักทรัพย์ในฐานะผู้บทบาทสำคัญในตลาดหุ้น ส่วนใหญ่อยู่ในเครือต่างชาติ นี่คือสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปเสียจนตามไม่ทัน

ในที่สุดก็มาถึงแกนกลางสังคมธุรกิจไทย การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ของระบบธนาคารพาณิชย์ ถือว่าส่งผลทบเชิงทำลายของรากฐานธุรกิจเดิมอย่างรุนแรงที่สุด เริ่มต้นจากกับธนาคารขนาดกลางและเล็ก แต่ผลกระทบครอบคลุม และเกี่ยวข้องเครือข่ายธุรกิจดั้งเดิมจำนวนมาก

ปี2541

ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ(ราชสกุลกูลปราโมชและตระกูลชาลิจันทร์) และธนาคารมหานคร( เครือข่ายของเจริญ สิริวัฒนภักดี) ถูกโอนกิจการไปรวมกับธนาคารกรุงไทย 

ธนาคารสหธนาคาร(ตระกูลชลวิจารณ์)ถูกสั่งปิดกิจการ เพื่อนำไปรวมตั้งธนาคารแห่งที่ตั้งใหม่-ธนาคารไทยธนาคารโดยกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด   จากนั้นในปี  2551 CIMB Bank Berhad แห่งมาเลเซียได้เข้าเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด และเปลี่ยนชื่อ เป็น ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ในปี2552

ธนาคารเอเชีย(ตระกูลเอื้อชูเกียรติ) ตัดสินใจอย่างรวดเร็วขายกิจการให้กับ ABN AMRO Bankแห่งเนเธอร์แลนด์ แต่ในปี 2547 ABN AMRO Bank เปลี่ยนแปลงแผนการลงทุนได้ขายหุ้น (ประมาณ80%) ในธนาคารเอเชีย ให้กับ United Overseas Bank (UOB) แห่งสิงคโปร์ ผู้ถือหุ้นหลักใน ธนาคารยูโอบีรัตนสิน เพื่อควบรวมกิจการ ธนาคารเอเชีย เข้ากับ ธนาคารยูโอบีรัตนสิน โดยใช้ธนาคารเอเชียเป็นแกนหลัก และเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารยูโอบี

ธนาคารยูโอบีรัตนสิน เกิดขึ้นจากวิกฤติธนาคารเช่นกัน  ธนาคารรัตนสิน  ก่อตั้งขึ้นต้นปี 2541 เพื่อควบรวมกิจการธนาคารแหลมทอง(ของสุระ จันทร์ศรีชวาลา)  ซึ่งมีปัญหาเช่นธนาคารอื่นๆในเวลานั้น ในปลายปีเดียวกัน ต่อมาในปีได้คัดเลือก United Overseas Bank (UOB) แห่งสิงคโปร์ เข้าร่วมทุนโดยซื้อหุ้นจากกองทุนฟื้นฟู

2542

ธนาคารไทยทนุ(ตระกูลทวีสิน กับ ตู้จินดา)  มีความพยายามปรับตัวเป็นพิเศษ   โดย DBS Bank ในเครือTemasek Holdings ของสิงคโปร์ เข้าถือหุ้นใหญ่ และเปลี่ยนชื่อเป็น ธนาคารดีบีเอส ไทยทนุ เมื่อต้นปี 2542จากนั้นในปี 2547ธนาคารดีบีเอสไทยทนุ   และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ควบรวมกิจการเข้ากับธนาคารทหารไทย

ขณะธนาคารนครธน(ตระกูลหวั่งหลี)ก็มีอันเป็นไปทำนองเดียวกันต้องกิจการให้กับ  Standard Chartered Bank แห่งสหราชอาณาจักรในปลายปี 2542  จนถึงปี 2548 จึงได้ควบรวม Standard Chartered Bank สาขากรุงเทพฯ ซึ่งมีอายุกว่า 111 ปี เข้ากับธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดนครธนโดยเปลี่ยนชื่อเป็น ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย)

ผลพวง

ปรากฏการณ์ข้างต้น สะท้อนสถานการณ์ใหม่ ที่มาถึงอย่างรวดเร็วไม่ทันตั้งตัว และไม่หวนกลับ

หนึ่ง–ธุรกิจธนาคาร หมดภารกิจในฐานะแกนกลางสังคมธุรกิจไทยไปแล้ว

สอง–โครงสร้างธุรกิจใหม่ก่อตัวขึ้น เป็นครั้งแรกในรอบกึ่งศตวรรษ คือการกลับมาของระบบธนาคารระดับโลก

สาม –การเปลี่ยนแปลงภูมิสถาปัตย์ธุรกิจธนาคารไทย ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบโลก เป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยง มีความอ่อนไหว และผันแปรมากกว่ายุคใดๆ

ผลกระทบยังต่อเนื่องไปอีกต่อธนาคารที่ยังอยู่  ต่อธุรกิจแวดล้อมอีกมากมายที่ผูกพันอย่างแนบแน่นกับระบบธนาคารทั้งในแง่ธุรกิจและจิตสำนึก ปฏิกิริยาและภาพสะท้อนนั้น ปรากฏร่องรอยที่ ปัจเจก และกลุ่มคน     มีคำถามสำคัญบางคำถามที่ยังแสวงหาคำตอบอยู่   คำตอบที่น่าพอใจและยอมรับได้  –ความผิดพลาดทั้งหลายทั้งปวง และผลพวงที่เกิดขึ้น ใครควรรับผิดชอบ

อย่างน้อย ควรมีสักคนหนึ่ง

No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s