สังคมธุรกิจยุคใหม่(จบ)

คำถามพื้นฐานในตอนสุดท้าย   มีว่า  จากนี้ไป หากภาพรวมธุรกิจเป้นอย่างที่ควรจะเป็นอย่างที่พยายามอรรถาธิบายต่อจากนี้   แล้วระบบเศรษฐกิจและการเมืองไทยควรเป็นเช่นไร

ความจริงแล้ว ผมได้พยายามเสนอภาพการเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มสังคมธุรกิจไทยมาตลอด  เพียงแต่ว่าในข้อเขียนชุดนี้ มีความจำเป็นแสวงหาภาพที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น  โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองหลวง กับพื้นที่รอบนอก ไม่ว่าจะเป็นหัวเมืองหรือชนบท

 

กรุงเทพฯ

ความเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ ไปสู่โฉมใหม่เกิดขึ้นในช่วงหลังวิกฤติการณ์ปี 2540 มาจากธุรกิจหลักๆที่ควรกล่าวถึง

ระบบการเงิน

กรุงเทพฯยังเป็นศูนย์กลางระบบการเงินของสังคมธุรกิจไทย  โดยมีความเปลี่ยนแปลงสำคัญเกิดขึ้น อย่างน้อย  2 ประการ

หนึ่ง-เครือข่ายธนาคารและตลาดหุ้น ปรับโครงสร้างไปมาก  จากสิ่งที่ผมเรียกว่าอยู่ภายใต้ “ระบบธนาคารครอบครัว” ไปสู่โฉมหน้าใหม่ มาจากบทบาทที่เพิ่มมากขึ้นของระบบและเครือข่ายธนาคารและการเงินระดับโลก ในตอนที่แล้วได้กล่าวถึงในแง่มุมสำคัญนี้แล้ว

สอง-ระบบและบริการทางการเงินกำลังสู่พื้นที่ใหม่ สร้างบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ และออนไลน์มากขึ้น สถานการณ์ในเมืองหลวงหลายครั้งหลายคราเกี่ยวกับความวุ่นวายทางการเมือง มีส่วนผลักดันให้ระบบการเงินของไทยเคลื่อนตัวออกจากพื้นที่เชิงภูมิศาสตร์ที่จับต้องได้มากขึ้น ไม่เพียงสร้างระบบที่ยืดหยุ่น  เพื่อการปรับตัวและลดผลกระทบทางในเชิงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์  ยังสามารถเชื่อมโยงบริการจากฐานใหญ่ในเมืองหลวง กับส่วนที่อยู่นอกเมืองหลวงได้มากขึ้น

โมเดร์นเทรด

ธุรกิจค้าปลีกอันหลากหลายเกิดและพัฒนาจากศูนย์กลางกรุงเทพฯ    เพื่อตอบสนองพฤติกรรมบริโภคที่มีไลฟ์สไตล์คนเมืองทั่วไปเช่นเดียวกันกับเมืองใหญ่ทั่วโลก    เป็นธุรกิจที่จำเป็นต้องอ้างอิงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์  ความผันแปรในกรุงเทพ ย่อมส่งผลให้ธุรกิจค้าปลีกหลากหลายรูปแบบ ได้รับผลกระทบมากขึ้น ในระดับต่างๆกัน  ที่น่าสนใจระบบค้าปลีกขนาดใหญ่  โดยเฉพาะศูนย์การค้า เชื่อว่าได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ เพราะอ้างอิงพื้นทางภูทิศาสตร์มากกว่าธุรกิจค้าปลีกรูปแบบอื่นๆ

ธุรกิจศูนย์การค้าในช่วงที่ผ่านมา แม้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธุรกิจพอสมควร แต่ยังถือเป็นธุรกิจสำคัญในเมืองหลวง อยู่ในมือของกลุ่มธุรกิจดั้งเดิมของไทย  ไมว่ากลุ่มเซ็นทรัลหรือกลุ่มใหม่-สยามพิวรรษน์  ซึ่งแท้จริงแล้ว  สยามพิวรรษน์พัฒนามาจากลุ่มธุรกิจที่มีรากฐานเดิม   คาดกันว่าสยามพิวรรษน์ อาจจะได้รับผลกระทบต่อความอ่อนไหวของกรุงเทพฯมากเป็นพิเศษ เพราะอยู่ในตำแหน่งสัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ ตำแหน่งที่เป็นใจกลางความเคลื่อนไหวทางการเมือง ทั้งนี้สยามพิวรรษน์ เป็นกลุ่มธุรกิจที่เพิ่งพัฒนาขึ้นใหม่  เพิ่งลงทุนขนานใหญ่ และในเวลานี้มีเครือข่ายกระจุกตัวเฉพาะกรุงเทพฯ

ภาวะ “อ่อนไหว”ของกรุงเทพฯที่มีมากขึ้น สร้างแรงกดดันต่อความเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องมากมาย โดยเฉพาะโรงแรม (โดยเฉพาะเครือข่ายโรงแรมระดับโลก)   ซึ่งเชื่อมโยงกับธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ขนาดใหญ่โดยตรง   ธุรกิจท่องเที่ยวมีความอ่อนไหวสูงเป็นพิเศษ เพราะพึงพิงนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ

ในภาพรวมกรุงเทพ-กำลังเข้าสู่ระยะใหม่—เมืองที่มีข้อจำกัดและอ่อนไหวมากขึ้น    

มิติแรก—เป็นเมืองที่เติบโตเต็มที่ในระดับหนึ่ง  มีข้อจำกัดมากขึ้น มีความจำเป็นต้องปรับโครงสร้างพื้นฐานและระบบเมืองครั้งใหญ่ เพื่อสอดคล้องกับความเมืองใหญ่ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น แต่คงเป็นไปไดยาก เพราะติดขัดด้วยระบบและการเมือง  มิติที่สอง –คนกรุงเทพฯมีภาวะอ่อนไหว และก่อตัวเป็นกลุ่มก้อนได้ง่าย ไมว่ากรณี “วิตกกังวล”ในกรณีน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปี 2554  และการร่วมกลุ่มชุมนุมขนาดใหญ่  ความเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนกรุงเทพฯยังไม่สามารถพิเคราะห์ถึงผลในระยะยาว แต่ในระยะสั้นอาจสะท้อนถึงแรงกดดันต่อข้อจำกัดเมืองหลวง ขณะพฤติกรรมตอบสนองอย่างฉับพลัน  เป็นการแสดงตัวตนและสะท้อนกระบวนการเบื้องต้นในการปรับตัวของคนกรุงเทพฯ   อีกมิติหนึ่ง–เนื้อในอิทธิพล  และกลไกทางธุรกิจของกรุงเทพฯ ต้องพึ่งพิงและอ้างอิงกับอิทธิพลธุรกิจและระบบระดับโลก  ทั้งไลฟืสไตล์   กลไกและระบบที่ซ่อนอยู่  บางครั้งยากที่คาดการณ์และเข้าใจได้

 

นอกกรุงเทพ

ว่าไปแล้วการเติบโตของพื้นทีนอกกรุงเทพฯ ล้วนมาจากการเติบโตระดับหนึ่งของกรุงเทพฯนั้นเอง  ดังนั้นจึงเป็นพื้นที่ใหม่จึงเปิดกว้าง และเป็นพื้นที่แห่งโอกาส

บุคลิกสำคัญและแนวโน้มของพัฒนาการในหัวเมืองและชนบท ผมเคยเขียนไว้  2-3ปีมาแล้ว ถือว่ายังทันสมัยใหม่ (อ่านเพิ่มเติมในเรื่อง “สังคมหัวเมืองและชนบทซับซ้อนมากขึ้น”ในหนังสือ ยุทธศาสตร์เอาตัวรอดของกูรูธุรกิจ สำนักพิมพ์มติชน 2554) ถือโอกาสนำมาเรียบเรียงและปรับปรุงให้ชัดขึ้น

–จาก Contract farming สู่ plantation ระบบเศรษฐกิจในชุมชนเกษตรดั้งเดิมของไทย เริ่มต้นปะทะกับปรากฏการณ์ใหม่อันน่าทึ่งในช่วงท้ายของยุคสงครามเวียดนาม แม้เป็นจุดเล็กๆ แต่ถือเป็นหน่อของวิวัฒนาการสำคัญของระบบเศรษฐกิจใหม่ในชนบท

เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป Contract farming จึงกลับมามีบทบาท ยกระดับขึ้น ในฐานะแกนกลางของระบบการจัดการเกษตรกรรมสมัยใหม่กับพื้นที่ขนาดใหญ่ที่เรียกว่า plantation   ระบบใหม่ต้องการพื้นที่จำนวนมาก โดยกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ เข้าควบคุมปัจจัยการผลิต ขณะที่เกษตรกรดั้งเดิมเค่อยๆกลายป็นห่วงโซ่หนึ่งของระบบ

–จากโรงงานในกรุงเทพฯ สู่นิคมอุตสาหกรรม    การเคลื่อนย้ายแรงงานจากภาคเกษตรในชนบท มาสู่โรงงานในกรุงเทพฯและชานเมืองในยุคสงครามเวียดนาม เป็นพื้นฐานการสร้างทักษะใหม่ เพื่อตอบสนองการเกิดขึ้นของนิคมอุตสาหกรรมในหัวเมืองและชนบท อีก2-3 ทศวรรษต่อมา

นิคมอุตสาหกรรมในความหมายที่กว้าง  รวมทั้งเป็นของรัฐ เอกชน และกลุ่มโรงแรมขนาดกลางและเล็ก ที่กระจายในอาณาบริเวณเดียวกัน เพื่อสร้างทางเลือกของระบบเศรษฐกิจใหม่ หรือบางครั้งคู่ขนานกับเกษตรกรรม

จากเอเย่นต์สู่เครือข่ายค้าปลีก   ธุรกิจในหัวเมืองส่วนใหญ่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในระยะแรกๆ ส่วนใหญ่เป็นเครือข่ายหนึ่งทางการค้าของธุรกิจจากเมืองหลวง

ธุรกิจนายหน้า หรือตัวแทนจำหน่ายสินค้าหลัก ๆ คือที่มาของกลุ่มธุรกิจใหญ่ในหัวเมือง เริ่มจาก  เอเย่นต์ปูนซีเมนต์ เอเย่นต์สุรา ในยุคเมื่อ 4-5ทศวรรษที่แล้ว จนมาถึงตัวแทนขายสินค้าเกี่ยวกับไลฟืไตล์ในยุคต่อจากนั้น แต่ในที่สุดถูกทำลาย จากการรุกคืบของสาขาหรือเครือข่ายโดยตรงจากกรุงเทพฯ

โดยเครือข่ายการค้าปลีก เป็นตัวเร่ง ส่งผลต่อการค้าดั้งเดิมของรายย่อยในท้องถิ่น ต้องเผชิญแรงกดัน ในการปรับตัวอย่างรุนแรง  เครือข่ายค้าปลีกยักษ์ใหญ่ เริ่มต้นที่เมืองหลวงในยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟูในทศวรรษที่ 2530 เพียง2 ทศวรรษจากนั้น เครือข่ายเครือปลีกขนาดใหญ่ขยายตัวถึงระดับอำเภอ ขณะเครือข่ายร้านสะดวกซื้อขยายตัวถึงระดับตำบลสำคัญๆ

ผู้ประกอบการทั้งรายกลาง รายเล็ก ในหัวเมือง และชนบท จำเป็นต้องปรับตัวอย่างมาก อย่างซับซ้อน กระบวนการที่เกิดขึ้นจากแรงบีบคั้น ได้ทำลายโครงสร้างดั้งเดิม ขณะที่สร้างห่วงโซ่แบบใหม่  และโอกาสใหม่ๆให้กับผู้ประกอบการท้องถิ่น

จากถนนชนบท สู่โทรศัพท์ไร้สาย  ในช่วงกว่าทศวรรษได้สร้างเครือข่ายครอบคลุมพื้นที่ชนบท ปฏิกิริยาของชุมชนชนบทในการตอบสนองการสื่อสารไร้สายอย่างคึกคักนั้น  คงไม่เป็นเพียงพฤติกรรมตอบสนองแผนการตลาดสมัยใหม่   การขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แสดงถึงกำลังซื้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจของพื้นที่นอกกรุงเทพฯ  เชื่อว่ามาจากโอกาสทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น  จากพลังการผนวกของระบบสื่อสารเชื่อมโยงทั่วประเทศ

ประด้นใหม่—จากชายแดนสู่จุดเชื่อมต่อระบบเศรษฐกิจภูมิภาค จากปัญหาชายแดนที่มีความเสี่ยงทางความมั่นคงในยุคสงครามเวียดนาม พัฒนาขึ้นในยุคชาติชาย ชุณหะวัณ เป็น  “สนามการค้า”ที่มั่นคงขึ้น จนมาถึงยุคการหลอมรวมระบบเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)  โอกาสของพื้นที่ชายขอบจึงเกิดขึ้น

เมื่อกรุงเทพฯมีข้อจำกัดมากขึ้น   ในขณะที่นอกกรุงเทพฯกลับมีโอกาสมากขึ้น อนาคตกรุงเทพจึงอยู่ที่การหลอมรวมกับพื้นที่นอกกรุงเทพ ไม่เพียงเศรษฐกิจ  และธุรกิจ   หากรวมถึงจิตสำนึกด้วย

No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s