อานันท์ ปันยารชุน(2)

ในยุคสงครามเวียดนาม อานันท์ ปันยารชุน  เป็นข้าราชการหัวก้าวหน้าคนสำคัญ

อานันท์ ปันยารชุน หลังใช้เวลาศึกษาที Dulwich College4ปี สามารถเข้าเรียนกฎหมายที่ CambridgeUniversity หลังบการศึกษาจากอังกฤษตั้งแต่ปี2498 ได้เข้ารับราชการที่กระทรวงต่างประเทศ จนเติบโตสูงสุดในตำแหน่งปลัดกระทรวงต่างประเทศ โดยใช้เวลาเพียง22ปี 

สำหรับDulwichCollege มีความภาคภูมิใจในศิษย์เก่าคนนี้ โดยมีรายชื่อ ในทำเนียบศิษย์เก่าดีเด่น (Eminent Old Alleynians) เลขประจำตัว15391 ผมเคยนำเสนอเรื่องราวโดยย่อของบุรุษไว้ (เรียบเรียงจาก หนังสือ หาโรงเรียนให้ลูก”2548)

อานันท์ ปันยารชุน เดินทางตามเส้นทางคล้ายๆกับบิดา(พระยาปรีชานุสาสน์)  แต่เป็นช่วงเวลาและสถานที่ที่แตกต่างกัน  บิดาของเขาเข้ามารับราชการด้านการศึกษาในช่วงสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นเส้นทางที่ไปถึงเป้าหมายอย่างรวดเร็วในระบบราชการ ใช้เวลาเพียง 20 ปีเช่นกัน    ส่วนอานันท์ เดินสู่เส้นทางสอดคล้องกับยุคใหม่และดูโลดโผน เข้าใจว่าส่วนหนึ่งอาจได้รับอิทธิพลมาจากพระยาศรีวิสารวาจา ผู้เป็นเพื่อนกับบิดา

“พระยาศรีวิสารวาจา เป็นอาสมหมาย ฮุนตระกูล เป็นนักเรียนไทยที่มีชื่อเสียงมาก ในฐานะคนไทยคนแรกที่จบการศึกษาปริญญาตรีเกียรตินิยมคนแรกของไทยจากOxfordUniversity กลับมาเมืองไทย ในรัชการที่7มีบทบาทในกิจการต่างประเทศเป็นอันมาก”จากข้อเขียนในตอนที่แล้วที่กล่าวถึงไว้บางส่วน   พระยาศรีวิสารวาจา มีภูมิหลัง มีร่องรอยคล้ายๆกับอานันท์ ปันยารชุน   มาจากครอบครัวธุรกิจ โดยไม่ได้รับทุนเล่าเรียนหลวง พี่ชายซึ่งเป็นบิดาสมหมาย ฮุนตระกูล เป็นนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จมากในยุคนั้น  เป็นผู้ส่งเสียให้ศึกษาต่างประเทศ

ในเวลานั้นบิดาของอานันท์ ปันยารชุน ได้ลาออกจากราชการตั้งแต่ช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และมีกิจการธุรกิจของตนเองอย่างมั่นคงแล้ว โดยเฉพาะกิจการหนังสือพิมพ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ  ทั้งได้เข้าร่วมกับนักธุรกิจอื่นๆ บุกเบิกกิจการใหม่ๆในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง  ในช่วงอานันท์ กำลังเดินทางไปศึกษาที่อังกฤษ  บิดาของเขามีบทบาทในก่อตั้งธนาคารแหลมทอง( ปี2491) ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการคนแรก (อ้างจากหนังสือ The Fall of Thai Banking    วิรัตน์ แสงทองคำ2548)

อานันท์ ปันยารชุน เริ่มต้นรับราชการที่กระทรวงต่างประเทศ(ปี 2498) เป็นช่วงสังคมไทยกำลังเผชิญกระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลง อันเนื่องมาจากอิทธิพลสหรัฐอเมริกา   ขณะนั้นพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ นักเรียนอังกฤษ (จบการศึกษาจากOxford University) เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ   ในระยะเปลี่ยนผ่านทางการเมืองอันสับสนพอสมควร จากยุคปลาย จอมพล ป. พิบูลสงคราม แล้วขัดตามทัพโดย พจน์ สารสิน American connection คนสำคัญ ในช่วงสั้นๆ ก่อนเข้าสู่ยุคเผด็จการทหาร (สฤษด์-ถนอม-ประภาส)

อานันท์ ปันยารชุน  มีบทบาทมากขึ้นในอีก 4ปีถัดมา  ในช่วงดร. ถนัด คอมันตร์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ

ถนัด คอมันตร์  ผู้มีภูมิหลังการศึกษาด้านกฎหมายจากฝรั่งเศส มีประสบการณ์เป็นนักการทูต โดยเฉพาะเคยเป็นเอกอัคราชทูตประจำสหรัฐอเมริกา  เขาอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศอย่างต่อเนื่องยาวนานในยุคสงครามเวียดนาม  ตั้งแต่รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์  จนถึงจอมถนอม กิตติขจร (2502 -2514 )   บทบาทสำคัญของเขา สะท้อนความสัมพันธ์อันแนบแน่น ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา  ในนโยบายต่อต้นต้านคอมมิวนิสต์ หลังจากการลงนามในแถลงการณ์ร่วมรัสค์ – ถนัด (Rusk – Thanat  Communiqué) ปี 2505

ในยุคต้นๆ สงครามเวียดนาม อานันท์ ปันยารชุน ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ–ถนัด คอมันตร์ (2502-2507) พร้อมๆกับ บทบาทเป็นทีมงานคณะทูตถาวรแห่งประเทศไทยประจำสหประชาชาติ (United Nation) ณ นครนิวยอร์ก    จากนั้นไม่นาน เขาได้รับตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสหประชาชาติ(2510-2515) ในประวัติอย่างเป็นทางการที่ปรากฏใน websiteของสหประชาชาติ (http://www.un.org  )ในฐานะประธานคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิระดับสูง ด้านภัยคุกคาม ความท้าทาย และการเปลี่ยนแปลง องค์การสหประชาชาติ (Chairman, High-level Panel on Threats,Challenges and Change United Nation) ระบุว่า อานันท์ ปันยารชุน มีประสบการณ์ที่สหประชาชาตินานถึง 12 ปี (2507-2519)

ในปี 2518 อานันท์ ปันยารชุน มีบทบาทสำคัญที่ควรบันทึกไว้ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เจรจาเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ปูทางให้หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเดินทางไปสถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ ภาพจับมือระหว่าง คึกฤทธิ์ ปราโมช กับเหมาเจ่อตงยังจำกันได้จนถึงทุกวันนี้

ในปีต่อมา อานันท์ ปันยารชุน ได้รับแต่งตั้งดำรงตำแหน่งสูงสุดของข้าราชประจำ—ปลัดกระทรวงกระทรวงต่างประเทศ ในวัยเพียง 43 ปี ด้วยอายุราชการเพียง 22 ปี ภาระกิจสำคัญภายใต้สถานการณ์ใหม่ใ นเวลานั้น  คือการเจจากับสหรัฐฯให้ถอนฐานทัพออกจากประเทศไทย พร้อมๆกับเจรจาฟื้นความสัมพันธ์กับประเทศสังคมนิยม จีน ลาวและเวียดนาม

แต่แล้วเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองครั้งหนึ่ง ได้พลิกผันชีวิตข้าราชการของอานันท์ ปันยารชุนอย่างไม่น่าเชื่อ  ในประวัตอย่างเป็นทางการ ฐานะประธานคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิระดับสูง ด้านภัยคุกคาม ความท้าทาย และการเปลี่ยนแปลง องค์การสหประชาชาติ(Chairman, High-level Panel on Threats, Challenges and Change United Nation) กล่าวถึงเหตุการณ์ตอนนี้ไว้

“After the tumultuous events of 6 October 1976, Thailand experienced a military backlash and the return of a military-led authoritarian rightist government. As a result, Anand became the victim of a rightist conspiracy. He was wrongly accused of being a communist,” ผมขอคัดลอกต้นฉบับภาษาอังกฤษ เพื่อผู้อ่านได้สาระตรงตามต้นฉบับ

อานันท์ ปันยารชุน ถูกสอบสวนแล้วถูกสั่งพักราชการในปี  2520  เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียร(8 ตุลาคม 2519 – 20 ตุลาคม 2520)

ธานินทร์ กรัยวิเชียร นักกฎหมาย มีประสบการณ์ในฐานะผู้พิพากษาและอาจารย์มหาวิทยาลัย เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม ถือว่าเป็นรัฐบาล”ขวาจัด” มาพร้อมแผนพัฒนาประชาธิปไตย 12 ปี ซึ่งโชคดีที่ไม่เป็นไปตามแผน เมื่อพ้นตำแหน่งแล้ว  ธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้เป็นองคมนตรี ตั้งแต่บัดนั้น จนถึงทุกวันนี้

เมือผ่านพ้นมรสุมชีวิตราชการ อานันท์ ปันยารชุนจึงตัดสินใจออกจากเส้นทางที่เดินมาแล้วถึง  24 ปี ไปยังเส้นทางใหม่  สู่สังคมธุรกิจ

No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s