อานันท์ ปันยารชุน(จบ)

อานันท์ ปันยารชุน  ก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี   แม้ถือว่าเป็นอุบัติเหตุทางการเมือง   แต่ได้ใช้โอกาสนั้น ดำเนินแผนการทางยุทธศาสตร์  ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในหัวเลี้ยวหัวต่อให้รุดหน้าไป 

นโยบาย“เปลี่ยนจากสนามรบให้เป็นสนามการค้า”ยุคชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี (2531-2534)   สะท้อนถึงความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ  จากนั้นสัญญาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่เริ่มต้นขึ้น    ปี 2531 อัตราการเจริญเติบโตเศรษฐกิจไทย (GNP) ทะยานขึ้นเป็นประวัติการณ์ถึง13.2%   ในปี 2533ดัชนีตลาดหุ้นไทยทะลุ 1,000 จุดเป็นครั้งแรก   มีบริษัทจดทะเบียนถึง 214 บริษัท และ3ปีจากนั้น ดัชนีหุ้นไทยพุ่งทะลุ 1, 500 จุด

ธุรกิจไทย ก้าวเข้าสู่เวทีโลกเป็นครั้งแรกๆ ยูนิคอร์ด ระดมทุนจากตลาดหุ้นไทย  เข้าซื้อกิจการผลิตและจำหน่ายปลาทูน่ายักษ์ใหญ่ระดับโลก—Bumble Bee (ปี 2532)   ดุสิตธานี เครือข่ายโรงแรมแรกๆของไทย เข้าซื้อเครือข่ายโรมแรมยุโรป—Kempinski (ปี 2534)  รวมทั้งเอสซีจี ลงทุนกิจการเซามิคในสหรัฐ—TileCera Incในปี 2533 และธนาคารไทยพาณิชย์ เริ่มเปิดสาขาทั่วภูมิภาคอินโดจีน ในปี 2534

ไม่มีใครคาดคิดว่า เศรษฐกิจไทยจะสะดุดลงในช่วงสั้นๆ จากการรัฐประหาร  แต่แล้วหักมุมด้วยมีนายกรัฐมนตรีใหม่ที่ได้รับการยอมรับจากชนชั้นกลาง และสังคมธุรกิจไทย

มีคำอธิบายบางแง่มุมถึงสาเหตุการรัฐประหารไว้อย่างน่าสนใจ ควรบันทึกไว้

ทหาร โดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.)ทำรัฐประหารในเช้าวันที่23 กุมภาพันธ์ 2534ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นเลย ท่านชาติชายคงเดินหมากผิด ท่านคิดว่าทหารมีเสียงฮึ่มๆมาก ท่านก้ไปนำคนที่ท่านคิดว่าคุมเขาได้ คือพลเอกอาทิตย์ กำลังเอกอดีตผู้บัญชาการทหารบก มาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ทหารเขายิ่งกลัวใหญ่ ว่าจะไปปลดเขา เลยคุมตัวท่านและพลเอกอาทิตย์ ขณะที่กำลังบินไปถวายสัตย์ปฎิญาณต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เชียงใหม่ อมเรศ ศิลาอ่อน เล่าไว้ในหนังสือของเขา ( “ทำดีแล้ว อย่าหวั่นไหวอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง 2556)

เรื่องเล่าของอมเรศ ศิลาอ่อน น่าสนใจเป็นพิเศษ ในฐานะผู้เล่าเป็นรัฐมนตรี ทั้งในรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ(รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  2532-2534) และต่อเนื่องตลอดช่วงรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์2534-2535)

อานันท์ ปันยารชุน  เป็นนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลที่มีบุคลิกเฉพาะ   อยู่ในช่วงเวลาถือกันว่าสอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในเวลานั้น(รัฐบาลอานันท์–หนึ่ง  6 เมษายน  253524 พฤษภาคม 2535 และรัฐบาลอานันท์–สอง 10 มิถุนายน 2535 23 กันยายน 2535) แม้มาจากระบบการคัดเลือกในสถานการณ์ไม่ปกติ (จากคณะรัฐประหาร) ด้วยมีประสบการณ์กว้างขวางตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ในฐานะผู้นำสภาอุตสาหกรรม ซึ่งกำลังก้าวสู่เวทีระดับภูมิภาค รวมทั้งบทบาทผู้นำในภาคธุรกิจที่ก้าวหน้าและทรงอิทธิพล – กลุ่มสหยูเนียน และธนาคารไทยพาณิชย์   เขาจึงเป็นผู้นำรัฐบาลในช่วงสั้นๆที่มีภารกิจอย่างแน่ชัด และจับต้องได้

บทบาทหลักของรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน อยู่ที่การดำเนินการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และธุรกิจ ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่สามารถทำงานได้อย่างรวบรัด และมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางการเมืองที่มีความขัดแย้งเป็นปกติ

นอกจากบทบาทสำคัญในภาพกว้าง การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยผ่านกระบวนการออกกฎหมายใหม่ๆหลายฉบับ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ใหม่ทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค  ในแนวทางผ่อนคลายและยืดหยุ่นมากขึ้น    ส่วนระดับธุรกิจ เป็นภาพที่เด่นชัดอย่างมาก ว่า  รัฐบาลมีบทบาทโดยตรงในการกระบวนการจัดสรร สร้างความสมดุลใหม่ ให้ธุรกิจสำคัญ ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่อย่างราบรื่น  โดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่ยุคสื่อสาร ขณะนั้นกลายเป็นกระแสหลัก ทั้งในระดับโลก ภูมิภาคและสังคมธุรกิจไทย

ทักษิณ ชินวัตร ขณะนั้นยังไม่ใครสนใจเขามากนัก  แม้มีธุรกิจจากระบบสัมปทานสื่อสารถึง 8 โครงการ(ในช่วงปี 2533-2534)โดยปิดท้ายด้วยโครงการดาวเทียม   ดีลที่จบลงอย่างพอใจในยุครัฐบาลอานันท์  ปันยารชุน

“บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทในสายธุรกิจดาวเทียมและธุรกิจต่างประเทศ…ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน  2534 โดยได้รับสัมปทาน… ในการดำเนินโครงการดาวเทียมสื่อสารแห่งชาติ เป็นระยะเวลา 30 ปีในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามดาวเทียมสื่อสารแห่งชาติดวงแรกอย่างเป็นทางการว่า ”ไทยคม” (“THAICOM”) มาจากคำว่า Thai Communications หรือ ไทยคมนาคม เพื่อเป็นสัญลักษณ์การเชื่อมโยงประเทศไทยกับเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่”  ข้อมูลของไทยคมกล่าวไว้(http://www.thaicom.net/ )

ความสนใจเกี่ยวกับทักษิณ ชินวัตรเริ่มขึ้นอย่างจริงจัง ตั้งแต่เวลานั้น   เมื่อ Asian Wall Street journal หนังสือพิมพ์ธุรกิจของสหรัฐฯยกเขาเป็นดาวรุ่งวงการธุรกิจไทย

กรณีทรู หรือเทเลคอมเอเชียเกิดขึ้นในยุคนั้นเช่นกัน   ซีพีเครือข่ายธุรกิจอาหารที่ยิ่งใหญ่และทรงอิทธิพล  พยายามก้าวข้ามจากธุรกิจดั้งเดิมสูงธุรกิจใหม่   เจ้าของสัมปทานเครือข่ายโทรศัพท์พื้นฐานในเขตเมืองหลวง  โดยเกิดขึ้นมาจากกระบวนการเจรจาต่อรอง ที่มีนายกรัฐมนตรี (อานันท์ ปันยารชุน) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (นุกูล ประจวบเหมาะ) เข้าร่วมวงโดยตรง

เรื่องราวการเจรจาวงในบางส่วน  ระหว่างรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน กับ ธนินท์ เจียรวนนท์แห่งซีพี ได้เปิดเผยในหนังสือ “ชีวิตที่คุ้มค่า” ฉบับสมบูรณ์ อัตชีวประวัติของนุกูล ประจวบเหมาะ สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ 2555

ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ได้ริเริ่มโครงการใหม่ที่น่าทึ่ง–ทีวีเสรี  อันเนื่องมาจากแรงจูงใจที่เชื่อมโยงกับ เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 จากเสียงเรียกร้องให้เปิดสถานีโทรทัศน์ใหม่ให้ผู้คนมีโอกาสได้รับรู้ข่าวสารได้มากกว่าทีวี 4 ช่องเดิม

แม้โครงการมิได้เริ่มขึ้นอย่างจริงจังในรัฐบาลอานนท์    แต่ด้วยมีแผนการอย่างชัดเจนเกิดขึ้นแล้ว  ในรัฐบาลต่อมา(ภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์) จึงได้ดำเนินต่อเนื่องจนเป็นผล  ในปี 2538 กลุ่มสยามทีวี  ที่มีแกนหลักคือ ธนาคารไทยพาณิชย์   สหศินิมา (มีสำนักงานทรัพย์สินฯถือหุ้นใหญ่) และ สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น   เสนอผลตอบแทนสูงสุด จึงชนะการประมูลไป

สยามทีวีไม่เพียงมีกิจการทีวีเสรีในระบบUHF ยังมีธุรกิจสื่อสารในรูปแบบต่างๆเป็นเครือข่ายธุรกิจที่เติบโตและขยายกิจการอย่างรวดเร็ว ในกระแสหลักของสังคมธุรกิจในเวลานั้น

จากนั้นเศรษฐกิจไทยได้เติบโตต่อเนื่อง ธุรกิจไทยคึกคักมากขึ้น  ตามตรรกะแล้ว เป็นผลพวงมาจากนโยบายและแรงกระตุ้นจากรัฐบาลเฉพาะกิจซึ่งผ่านพ้นไปแล้ว  ผลสุดท้ายต่อเนื่องจนต้องพลิกผัน มาเผชิญวิกฤติการณ์    อาจถือได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลอานันท์  ปันยารชุน  เช่นเดียวกับความเป็นไปที่ไม่ได้เป็นไปตามคาดหมาย   ในกรณีสำคัญๆ  ไมว่าเทเลคอมเอเชีย หรือกลุ่มสยามทีวีด้วย

————————

หากปล่อยให้ วิกฤตนี้เพิ่มขึ้นต่อไปเรื่อยๆ จากปัญหาทางการเมืองจะเปลี่ยนกลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจแทน เพราะว่าปัจจุบันนี้ การลงทุนจากต่างประเทศไม่มีแล้ว ขณะที่การลงทุนในไทยเองก็ชะลอลง ส่วนเงินตราต่างประเทศที่จะเข้ามาทั้งจากโดยการลงทุน หรือจากการท่องเที่ยวก็ดี หากปล่อยไปอีก 3-4 เดือน รายได้ทุกตัวจะหายทั้งหมด     อานันท์ ปันยารชุน   โพสต์ทูเดย์ 10 กุมภาพันธ์ 2557

ในฐานะผู้อยู่วงใน และผ่านประสบการณ์อย่างเชี่ยวกรำ  ความเห็นของเขา ย่อมสะท้อนข้อมูลที่น่าเชื่อ  ด้วยความเข้าใจในสถานการณ์  และสามารถมองภาพความเป็นไป (Perspective) ของสังคมได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

อย่างไรก็ตาม บทสนทนาของบุรุษในวัย82 ปี   แสดงความวิตกกังวลอย่างเปิดเผยต่อสาธารณะ อาจสะท้อนด้วยว่า แม้เข้าใจสถานการณ์  แต่อาจทำอะไรไม่ได้มากนัก ไม่เหมือนเมือ 2 ทศวรรษที่แล้ว

ประชาชาติธุรกิจ   9 พฤษภาคม   2557

Advertisements

No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s