บทเรียน ตัน ภาสกรนที(1) ภาพใหญ่  

เรื่องราวของตัน ภาสกรนที น่าสนใจมากขึ้น ในฐานะคนๆหนึ่งที่ผ่านประสบการณ์อย่างน่าทึ่ง  3 ช่วงสำคัญ ตลอด15 ปีที่ผ่านมา

ผู้ก่อตั้งโออิชิ

“ตัน ภาสกรนที เกิดเมื่อปี 2502 ในครอบครัวที่มีฐานะปานกลาง จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ต่อมาทำงานที่บริษัท ราชธานี เมโทร ซึ่งขายฟิล์มสีซากุระ ซึ่งทำงานเป็นพนักงานแบกของ เริ่มต้นค่าแรงในการทำงาน 700 บาท และหันมาทำอาชีพพ่อค้าแผงหนังสือที่ชลบุรี และได้เริ่มต้นซื้อห้องแถวขยายกิจการจนเป็นเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย” ผมเคยเขียนถึง ตัน ภาสกรนทีไว้ครั้งแรก เมื่อปี 2543

เขาเป็นคนๆหนึ่งที่มีประสบการณ์ร่วมในวิกฤติการณ์ปี2540

“ผมเขยิบมาเปิดร้านกิ๊ฟช็อป ร้านกาแฟ ร้านอาหาร แล้วก็มาทำธุรกิจเรียลเอสเตท…กำลังจะมีเงิน 100-200 ล้านบาท พอรัฐบาลประกาศค่าเงินบาทลอยตัว กลายเป็นผมมีหนี้ร้อยกว่าล้าน ตายตอนปี 2539 แต่ผมพยายามแก้ปัญหา ผมมีทั้งหนี้ธนาคารและหนี้นอกระบบ ค่อย ๆ แก้วิกฤต เจรจาประนอมหนี้ ค่อย ๆ ใช้หนี้ไป ผมเริ่มต้นใหม่ ผมว่าทุก ๆ ช่วงของชีวิตเหมือนฟ้าทดสอบเรา หรือถ้าพูดอีกแบบชีวิตมันมีวิกฤตอยู่ ว่าแต่จะเจอตอนไหน แล้วคุณจะยอมแพ้หรือเปล่า” อ้างมาจากคำสัมภาษณ์ของตัน  ภาสกรนที  มีบทสรุปตอนท้ายไว้อย่างน่าฟัง (จากนิตยสารขวัญเรือน)

ตำนาน “โออิชิ”เกิดขึ้นหลังวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ของสังคมไทย   ในปี 2542 เขาเริ่มต้น ด้วยการเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์บุฟเฟ่ต์ตลอดทั้งวันในชื่อ “Oishi” ที่ซอยทองหล่อ ใช้เวลาไม่น่านก็ได้รับกระแสตอบรับอย่างดี จากผู้บริโภค ปีต่อมาจึงได้จัดตั้งกิจการในรูปบริษัทอย่างเป็นการเป็นงาน –บริษัท โออิชิ เรสเตอร์รองจำกัด ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรกเพียง 10 ล้านบาท ซึ่งต่อมาคือ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

ในช่วง 5 ปีก่อนหน้า แม้ว่าการเติบโตของธุรกิจร้านอาหาร จะมีมากเพียงใด   คงไม่หวือหวาเท่ากับช่วงปี2546เมื่อเครื่องดื่มชาเขียวออกสู่ตลาด ภายใต้ชื่อ “โออิชิ กรีนที”

จังหวะและโอกาส เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว  ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ตัน ภาสกรนที มีความสามารถในการปรับตัวและฉวยเอาไว้ได้    ปรากฏการณ์ “ชาเขียว”เพียงช่วงข้ามปี สร้างความสำเร็จให้เขาอย่างน่าทึ่ง เข้าได้ฉวยโอกาส ตัดสินใจเพิ่มทุนบริษัท โออิชิ กรุ๊ป อย่างก้าวกระโดด จาก 10 ล้านบาทเป็น370 ล้านบาท   จากนั้นได้นำบริษัทเข้าจดทะเบียนและทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (25 สิงหาคม 2547)

ในฐานะปัจเจก ตัน ภาสกรนที   ได้ใช้เวลาเพียง 5 ปี สะสมความมั่งคั่ง สามารถยกฐานะตนเอง กลายเป็นผู้มีโอกาสใหม่คนแรกๆในช่วงหลังวิกฤติการณ์ ขณะเดียวกันภาคสังคม ซึ่งเพิ่งผ่านพ้นวิกฤติ มองความสำเร็จของเขากลายเป็น “ต้นแบบ”ที่น่าทึ่ง

 

ลูกจ้างโออิชิ

การปรับตัวกับโอกาสใหม่ ดำเนินต่อเนื่องราวติดปีก เพียงปีเศษจากนั้น ตัน  ภาสกรนที  ตัดสินใจครั้งใหญ่ อีกครั้ง ชนิดสร้างความงุนงงกับผู้คน  ด้วยการขายหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัท โออิชิ กรุ๊ป ให้เจริญ สิริวัฒนภักดี

เมื่อปลายปี 2548   ตัน ภาสกรนที ประธานกรรมการบริษัทโออิชิ กรุ๊ป ได้ลงนามขายหุ้นบริษัทโออิชิกรุ๊ปเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้นในสัดส่วน 55%ของหุ้นในบริษัท ได้เงินก้อนใหญ่สุดในชีวิต  มากกว่า3, 000 ล้านบาท

ในทันที  เขาได้เปลี่ยนสถานะ จากเจ้าของและผู้ก่อตั้ง กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยและลูกจ้าง  ย่อมเป็นประสบการณ์ที่แตกต่างออกไปอยู่แล้ว  และทีแตกต่างอย่างมากในอีกมิติหนึ่ง  คือ โออิชิเป็นเพียงจิ๊กซอร์ชิ้นเล็กๆ ในภาพใหญ่ของกลุ่มไทยเจริญ และไทยเบฟเวอเรจ เจ้าของธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ซึ่งได้ขยายกิจการอย่างมากในช่วงเวลานั้น ที่สำคัญกลุ่มไทยเจริญกำลังดำเนินแผนการสร้างภาพรวมที่เป็นปึกแผ่น ด้วยยุทธ์ศาสตร์บูรณาการ พร้อมๆกับการมาของทายาทคนหนุ่มสาว

เท่าที่พิจารณาอย่างคร่าวๆ โออิชิในช่วงเวลานั้น  ดำเนินกิจการไป อย่างไม่โฟกัสเท่าที่ควร   มีความพยายามขยายไลน์สู่ธุรกิจร้านอาหารเป็นพิเศษ  ในขณะที่คู้แข่งในธุรกิจชาเขียวก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ช่วงเวลา 5 ปีที่สองในฐานะลูกจ้าง แม้บางคนบอกว่าในบางครั้ง ตัน ภาสกรนที พยายามทำตัวเป็นเจ้าของ ซึ่งสร้างความอึดอัดพอประมาณ แต่เชื่อว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี

 

ตันโออิชิ

ในที่สุด เขาเริ่มต้นกลับมายืนที่เดิมอีกครั้ง แต่อยู่ในสถานการณ์แตกต่างออกไป

ตัน ภาสกรนทีลงทุนลงแรงอีกครั้ง ในการสร้างตำน่านเครื่องดื่มชาเขียวของตนเองขึ้นมาใหม่   ภายใต้สถานการณทางธุรกิจที่เต็มไปด้วยคู่แข่ง รวมทั้งโออิชิที่เขาสร้างขึ้นมาเองซึ่งอยู่ภายใต้เครือข่ายธุรกิจอันน่าเกรงขาม   ภายใต้สถานการณ์ที่เชื่อกันว่ากระแสชาเขียวได้ลดระดับความร้อนแรงลงไปบ้างแล้ว แต่เชื่อว่ามีฐานตลาดที่กว้างขวางเดิมอย่างมาก

ประการสำคัญ ตัน ภาสกรนที ไม่ใช่บุคคลโนเนม  เช่นในช่วงต้นเมื่อทศวรรษก่อนหน้านั้น  หากเขาเป็น Role model มีผู้ติดตามเขาในฐานะเป็นแบรนด์ยิ่งกว่าตัวสินค้าชาเขียวเสียอีก เขาพยายามสร้างความต่อเนื่อง “คุณค่าแบรนด์   “ตันโออิชิ” ให้กลายเป็น “อิชิตัน” ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จอย่างเหลือเชื่อ

5ปี ช่วงที่3 ของตัน ภาสกรนที แตกต่างช่วง 5 ปีแรกพอสมควร

ดูเหมือนเขาใช้เวลาเพียง 5ปีเช่นเดียวกันในการสร้างแบรนด์ใหม่   “อิชิตัน” ให้กลับมายืนในจุดที่ดีที่สุด แต่แท้จริงแล้วแตกต่างจากครั้งก่อน   ตรงที่ครั้งนี้เขาให้เวลา 5 ปีเต็มกับเครื่องดื่มชาเขียว ขณะที่ครั้งก่อนเขาเริ่มต้นจากธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น โดยเครื่องดื่มชาเขียว “โออิชิ” เกิดขึ้นภายใต้กระแสอันร้อนแรง ใช้เวลาสั้นมากเพียงปีเดียว

5 ปีที่เท่ากันที่สำคัญ คือโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งของปัจเจก   เขาสามารถนำพากิจการเข้าตลาดหุ้นได้อีกครั้ง ฝ่ากระแสที่ไม่ดีของสถานการณ์บ้านเมือง สามารถระดมเงินได้มากกว่า 3พันล้านบาท ซึ่งถือเป็นจุดตั้งต้นครั้งใหญ่อีกครั้ง   ในครั้งนี้ดูเหมือนเขามองไปสู่ระดับใหม่   ที่สูงกว่าเดิม

เรื่องราวของ ตัน ภาสกรนที  ควรกล่าวถึงให้มากกว่านี้

 

——————————————————————————————————————————

เหตุการณ์สำคัญ

ช่วงที่หนึ่ง

2542 เปิดร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์บุฟเฟ่ต์ ภายใต้ชื่อ “OISHI”ที่สุขุมวิท 55 (ซอยทองหล่อ)

2543 ได้จัดตั้ง บริษัท โออิชิ เรสเตอร์รอง จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 10 ล้านบาท   ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

2546 เปิดโรงงานที่โรงงานนวนคร ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อสนับสนุนร้านอาหาร และเริ่มการผลิตเครื่องดื่มชาเขียวออกสู่ตลาด ภายใต้ชื่อ “โออิชิ กรีนที”

2547  นำหุ้นสามัญเพิ่มทุน (จาก 10 ล้านบาทเป็น370 ล้านบาท) ของบริษัทเข้าทำการซื้อขาย ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

2548(ธันวาคม) บริษัทโออิชิ กรุ๊ป ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ขายหุ้นบริษัทโออิชิกรุ๊ปจำนวน 55%ให้กับกลุ่มไทยเบฟ   ด้วยมูลค่ามากกว่า3, 000 ล้านบาท

 

ช่วงที่สอง

2549 ต้น ภาสกรนที ยังคงเป็นผู้บริหารโออิชิ ซึ่งอยู่ภายใต้เจ้าของใหม่

2553(กันยายน)  ลาออกจากตำแหน่งบริหารโออิชิ

 

ช่วงที่สาม

2553ก่อตั้ง บริษัท ไม่ตัน จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 500ล้านบาท

2554(พฤษภาคม) ตัน ภาสกรนที ในฐานะผู้บริหารบริษัทไม่ตัน เปิดตัวสินค้าเครื่องดื่มสำเร็จรูปชาเชียว  “อิชิตัน”

2554   เปลี่ยนชื่อ เป็นบริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด

2557

-เมษายน   อิชิตัน  เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และทำการซื้อขายหุ้นเป็นวันแรก

–พฤษภาคม   อิชิตัน  ซื้อสิทธิ์เครื่องหมายการค้า และสูตรในการผลิตเครื่องดื่ม Bailey’s   รวมทั้งลงทุนในที่ดิน อาคารเครื่องจักรในการผลิต รวมเป็นเงินทั้งหมด 1780 ล้านบาท

No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s