โฉมหน้าธนาคารไทย:บทนำ

 

ข้อเขียนชุดใหญ่ชุดใหม่ ว่าด้วย ธนาคารในประเทศไทย  เริ่มต้นขึ้นแล้ว  

 

ธุรกิจทรงอิทธิพลของสังคมไทย ได้เผชิญกระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงหลายครั้งหลายคราในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา   จากภาพย่อย สู่ภาพกว้างระดับโครงสร้าง   เชื่อมโยงกับบริบทสังคมแต่ละช่วงเวลา  ได้สร้างภาพใหญ่ภาพใหม่ที่มีพลวัต

 

ในฐานะติดตามและนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับธนาคารอย่างต่อเนื่องมาเกือบ 4 ทศวรรษ   สาระสำคัญที่ควรอ้างอิง   เริ่มจากหนังสือ  The Fall of Thai Banking  กรณีศึกษาฉบับคลาสสิก ตีพิมพ์เมื่อเกือบ10  ปีที่แล้ว(สำนักพิมพ์ เมเนเจอร์คลาสสิก  ปี 2548 )  จนมาถึง หนังสือ ยุทธศาสตร์เอาตัวรอดของกูรูธุรกิจ(สำนักพิมพ์มติชน ปี2554)   และหนังสือ  ลอกคราบธุรกิจไทย หลังวิกฤติการณ์ปี 2540 ( สำนักพิมพ์มติชน  ปี 2556) ซึ่งมีบทสำคัญบทหนึ่ง  —ระบบการเงินปรับโครงสร้างครั้งใหญ่   นอกจากนี้ ในช่วง3-4 ปีที่ผ่านมา ในฐานะคอลัมนิสต์ มติชนสุดสัปดาห์ และ ประชาชาติธุรกิจ  ได้นำเสนอเรื่องราวมาเป็นระยะๆ  มากกว่า 20 ชิ้น เกี่ยวกับธนาคารโดยเฉพาะ

เชื่อว่า ถึงเวลาอันเหมาสม ภาพที่อาจขาดตอน และกระจัดกระจาย ควรปะติดปะต่อให้เป็นภาพใหญ่ ชัดเจนยิ่งขึ้น

 

ระบบธนาคารครอบครัว

หนังสือ  The Fall of Thai Banking ให้ความสำคัญในการนำเสนอ เรื่องราวอย่างเฉพาะเจาะจง เกี่ยวกับปัญหา แต่ละธนาคาร  ความขัดแย้งของผู้ถือหุ้นใหญ่ และการบริหาร    โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารที่มีปัญหาจนต้องปิดกิจการ หรือหลอมรวมกับธนาคารอื่น จากช่วงเวลาก่อนวิกฤติการณ์ครั้งใหญ่ในปี2540 และหลังจากนั้นไม่นาน   ในช่วงเวลานั้น ในหลายกรณีความเป็นไป ยังไม่มีภาพชัดเจนเช่นทุกวันนี้

ที่สำคัญในหนังสือเล่มดังกล่าวได้นำเสนอ  แนวความคิด ว่าด้วย  “ระบบธนาคารครอบครัว”   โมเดลพัฒนาการระบบธนาคารไทย เริ่มต้น และพัฒนาถึงขีดสุดในช่วงเวลากว่า 3ทศวรรษ (2505-2540) โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วงสำคัญๆ

 

ช่วงที่หนึ่ง(2505-2525) ธนาคารเป็น เครื่องมือและกลไก สร้างธุรกิจครอบครัว

โดยรูปแบบ ธนาคารเข้าถือหุ้นในกิจการที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารเป็นเจ้าของ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม พร้อมให้การสนับสนุนทางการเงินอย่างเต็มที่    กระบวนการสร้างอาณาจักรธุรกิจครอบครัวตามโมเดลนี้ มีหลายขั้น

“ขั้นที่หนึ่ง สร่างเครือข่ายธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับธนาคารโดยตรง เช่น ประกันภัย ประกันชีวิต และคลังสินค้า ขั้นนี้ถือว่าอยู่ในช่วงต้นของยุคธนาคาร มีความจำเป็นต้องสร้างธุรกิจสนับสนุนธนาคารโดยตรง ในยุคนั้น ยุคการค้าส่งออกสินค้าเกษตร ต้องการบริการเสริมจากธนาคาร โดยเฉพาะ ประกันภัย และคลังสินค้า

ขั้นที่สอง สร้างเครือข่ายธุรกิจอื่น  เป็นการสร้างและแสวงหาโอกาสตามสถานการณ์  ตามบุคลิก และเครือข่ายของแต่ละธนาคาร   ธนาคารกรุงเทพฯให้ความสำคัญกับพันธมิตรชาวจีนโพ้นทะเล โดยมุ่งธุรกิจในแต่ละช่วงแตกต่างกันไป  ในช่วงก่อนสงครามเวียดนาม  เข้าลงทุนในกิจการส่งออกสินค้าเกษตร  ต่อมาในช่วงสงครามเวียดนาม    ลงทุนในอุตสาหกรรม สิ่งทอ  ฯลฯ   ส่วนธนาคารกสิกรไทย มีบุคลิกชัดเจน  ด้วยความสัมพันธ์กับเครือข่ายธุรกิจตะวันตก การลงทุนใหม่ๆมัก มีธนาคารกสิกรไทยถือหุ้นด้วยเสมอ  ก่อนสงครามเวียดนามเน้นไปที่ยุโรป ในช่วงสงครามเวียดนาม  ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจจากสหรัฐฯ

ขั้นที่สาม สร้างความเข้มเข็งธุรกิจการเงิน อีกชั้นหนึ่ง  เมื่อธุรกิจในประเทศเติบโตอย่างมาก ขณะเดียวกันแหล่งเงินทุนจากธนาคาร ก็มุ่งสนับสนุนเฉพาะเครือข่ายธุรกิจตนเอง ทางการจึงจำต้องผ่อนปรน ให้เปิดสถาบันการเงินชั้นรองที่มิใช่ธนาคาร เพื่อตอบสนองธุรกิจที่อยู่นอกเหนือเครือข่ายธนาคาร  ธนาคารเดิมก็ฉวยโอกาสสร้างเครือข่ายการเงินให้เข้มแข็งขึ้น เป็นการสร้างความมั่งคั่งอย่างก้าวกระโดดอีกครั้ง  เมื่อเผชิญวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ  สถาบันการเงินชั้นรองที่ไม่มีธนาคารสนับสนุนต้องมีอันเป็นไป  ในขณะที่เครือข่ายการเงินธนาคารผ่านมรสุมมาได้ และสร้างโอกาสเพิ่มขึ้นอีก” (เรียบเรียง และตัดตอน จากบางส่วนบทนำหนังสือ The Fall of Thai banking ปี2548)

 

ช่วงที่สอง( 2525-2540) ขยายโอกาสจากธนาคารสู่ตลาดหุ้น

“ในช่วงเวลาดังกล่าว ตลาดหุ้นไทย เปิดตลาดและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะนักลงทุนต่างประเทศเข้ามามีบทบาทอย่างคึกคักในช่วงหลังปี 2530ถือเป็นโอกาสการระดมทุนครั้งใหญ่   โดยเฉพาะธนาคารระบบครอบครัวที่พัฒนาตามโมเดลข้างต้นอย่างเข็งขัน  

ในขั้นนี้ ถือเป็นจุดสูงสุดของเครือข่ายธนาคารครอบครัว  เครือข่ายอันมั่นคง มีความพร้อมและแสวงหาโอกาสมากกว่าธุรกิจอื่นใดในสังคม  ขณะเดียวกันเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความมั่งคั่งครั้งใหญ่ในฐานะครอบครัวธุรกิจไทย

วิกฤติเศรษฐกิจในปี2540  สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเครือข่ายธุรกิจธนาคารครอบครัว ผลกระทบเชิงทำลายที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง กับผลกระทบเชิงทวีคูณในช่วงก่อนหน้านั้น (อีกบางตอนจากที่อ้างแล้ว)

อย่างไรก็ตาม  แนวความคิดว่าด้วย “ระบบธนาคารครอบครัว” เป็นเพียงการนำเสนออย่างกว้างๆ ยังไม่มีรายละเอียดและกรณีศึกษาอย่างที่ควรจะเป็น    หนังสือเล่มนั้น มิได้กล่าวถึงพัฒนาการธนาคารพาณิชย์ ทีมีบทบาทสำคัญในฐานะ “ต้นแบบ”โมเดลข้างต้น โดยเฉพาะ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์   ข้อเขียนชุดใหม่ควรทำหน้าที่เชื่อม “รอยต่อ” ที่ขาดหายไป

 

ภาพใหญ่ภาพใหม่

“ระบบการเงินของประเทศไทยมีลักษณะเป็น Bank-Based โดยธนาคารพาณิชย์ และเป็นกลุ่มที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากกว่าในระบบ Market-Based   อย่างไรก็ดี สืบเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ประเทศไทยได้พัฒนาตลาดการเงินต่าง ๆ ให้มีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งตลาดหลักทรัพย์และตลาดตราสารหนี้ เพื่อเพิ่มแหล่งเงินทุนและทางเลือกในการลงทุนของภาคเอกชน อีกทั้งยังป้องกันผลกระทบจาก การพึ่งพาธนาคารพาณิชย์มากเกินไป

บทบาทที่เพิ่มขึ้นของตลาดทุนยังเป็นแรงผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์ปรับตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้วย โดยการขยายบริการเพื่อรองรับพัฒนาการของตลาดทุน เช่น การออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่เพิ่มขึ้น และการประกอบธุรกิจจัดการกองทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อให้ธนาคารพาณิชย์พัฒนาศักยภาพด้านการแข่งขัน เพิ่มทางเลือกในการลงทุน และลดความเสี่ยงด้านการเงินให้แก่ทั้งภาคการเงิน ภาคธุรกิจ และประชาชน ตลอดจนเพิ่มฐานรายได้ของธนาคารพาณิชย์ประเภทค่าธรรมเนียม นอกเหนือจากรายได้หลักด้านดอกเบี้ย กล่าวได้ว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบของขนาด (Economy of Scale) และใช้ประโยชน์จาก การต่อยอดธุรกิจ (Economy of Scope) ได้ดีขึ้น” (บางส่วนจาก บทคัดย่อ ธาริษา วัฒนเกส. “การเปิดเสรีและเสถียรภาพของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย” เอกสารวิจัยส่วนบุคคลตามหลักสูตร การป้องกันราชอาณาจักรภาครัฐ เอกชน และการเมือง รุ่นที่ 3 ประจำปีการศึกษา 2548-2549)

คำอรรถาธิบายข้างต้น ได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงระบบธนาคารไทยในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ  โดยอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ขณะที่นำเสนอเอกสารนี้ ยังอยู่ในตำแหน่ง)  สะท้อนให้เห็น ทั้งสถานการณ์ที่เพิ่งเปลี่ยนแปลง กับแนวคิดทางการในความพยายาม ปรับปรุง กฎ กติกา

หลังจากวิกฤตการณ์ระบบธนาคารไทย   ผ่านไปประมาณ 15 ปี ภาพการเปลี่ยนแปลงชัดเจนมากขึ้นๆ  ถือว่าเป็นครั้งแรกๆ ผมได้พยายามอรรถาธิบายภาพที่ต่อเนื่อง ในมิติที่แตกต่างออกไป (จากเรื่อง ระบบการเงินไทย: ภาพใหญ่ภาพใหม่ หนังสือ  “ลอกคราบธุรกิจไทย หลังวิกฤติการณ์ปี 2540” )

“ธนาคารไทยเริ่มต้นอย่างจริงจังหลังสงครามโลกครั้งที่2 ในช่วงธนาคารอาณานิคมถอนตัวออกจากเมืองไทย ภายใต้ยุทธ์ศาสตร์ส่งเสริมกิจการไทย และมองธนาคารเป็นตัวแทนหรือชิ้นส่วนสำคัญของระบบเศรษฐกิจที่ควรได้รับการปกป้อง คุ้มครอง  อ้างอิงกับความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจ ธุรกิจธนาคารกลายเป็นแกนกลางของสังคมธุรกิจไทย แต่ในที่สุดระบบคุ้มครองธนาคารไทยดำเนินมาราวครึ่งศตวรรษ ก็พังทลายลง

ในช่วงเวลาแห่งความเข้มแข้ง ระบบธนาคารเกือบทั้งหมด เป็นธนาคารพาณิชย์ที่ดำเนินกิจการในประเทศไทย โดยถือหุ้นใหญ่ และบริหารโดยคนไทย  แม้มีความผันแปร และมีปัญหากิจการบ้าง แต่รัฐได้เข้าโอบอุ้มตลอดมา ภาพก่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ในช่วงปี 2553 ผมได้นำเสนอภาพการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างธนาคารพาณิชย์ไทยครั้งใหญ่  แม้เป้นภาพกว้างๆ แต่ได้รับสนใจมากพอควร  (จากเรื่อง “ธนาคารไทย” ในหนังสือ ยุทธศาสตร์เอาตัวรอดของกูรูธุรกิจ ) โดยแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นธนาคารที่ถือหุ้นและบริหารโดยคนไทย กลุ่มที่สอง—ธนาคารร่วมทุนมีธนาคารต่างชาติร่วมถือหุ้นไม่เกินกึ่งหนึ่ง แต่ธนาคารต่างชาติมีบทบาทในการบริหาร (ถือเป้นครั้งแรกที่เกิดขึ้นระบบธนาคารไทย) และกลุ่มที่สาม—ธนาคารที่ถือหุ้นใหญ่และบริหารโดยเครือข่ายธนาคารต่างชาติ (เป้นครั้งแรกเช่นกันที่ทางการอนุญาตให้ธนาคารต่างชาติ ดำเนินกิจการธนาคารพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ)

ต่อจากนั้น ภาพการเปลี่ยนแปลงได้ดำเนินตามแนวทางข้างต้น อย่างต่อเนื่อง โดยมีเรื่องราวที่ควรกล่าวถึงอีกพอสมควร

เครือข่ายธนาคารระดับโลกมีพื้นที่และโอกาสในประเทศไทยอย่างมากมายอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับตั้งแต่หลังจากยุคอาณานิคม   ขณะที่ธนาคารไทย มีแรงบันดาลใจก้าวพ้นพรมแดนเดิมตัวเอง เป็นไปอย่างจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเปรียบเทียบระบบธนาคารชั้นนำในภูมิภาคเดียวกัน”

การพลิกโฉมครั้งสำคัญของระบบธนาคารไทย เกิดขึ้นแล้วจริงๆ

Advertisements

No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s