โฉมหน้าธนาคารไทย:รอยต่อ

 

(1)

จากภาพใหญ่—พัฒนาการธนาคารพาณิชย์ในช่วงเกือบ 2 ทศวรรษมานี้ ถือเป็นภาพที่เคลื่อนไหวอย่างคึกคักที่สุด และเป็นภาพที่เชื่อมโยงถึงเหตุการณ์สำคัญกว่าศตวรรษของสังคมไทย

 

ผมได้ปรับปรุงแผนภูมิพัฒนาการธนาคารพาณิชย์ไทย(โปรดพิจารณาแผนภูมิ ธนาคารไทย 2449-2556  ปรับปรุงล่าสุด)  หลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แสดงให้เห็นว่า ยังคงมีการปรับโครงสร้างการถือหุ้น ความเป็นเจ้าของ และทีมบริหารกันอย่างต่อเนื่อง     อย่างไรก็ตาม ภาพที่ปรากฏได้สะท้อนทิศทางหลักที่สำคัญ

แผนภูมิดังกล่าว ให้ความสำคัญธนาคารที่ยังคงอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย เป็นจุดเริ่มต้นของการค้นค้า ข้อมูลอ้างอิงอื่นๆที่สำคัญอีกมากมาย

เริ่มต้นจากการมอง  “ชิ้นส่วนย่อยๆ”   พยายามปะติดประต่อ เป็นภาพใหญ่ในตอนต่อๆไป

 

ยุคอาณานิคม

“In 1910, at the time of King RamaV’s death, Thailand had become a modern nation recognized by the Western world,” (Thailand: Archipelago Guides 1994) หนังสือคู่มือการท่องเที่ยว ที่เสนอภาพสังคมไทยได้อย่างน่าทึ่ง

พระคลังข้างที่เป็นองค์กรสำคัญในรัฐสมัยรัชกาลที่5 ทำหน้าที่บริหารจัดการทางด้านการเงินและการลงทุนให้แก่ราชสำนัก อยู่ภายใต้ดูแลของพระมหากษัตริย์โดยตรง สิ่งที่น่าสนใจในเวลานั้น คือ การลงทุนดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ผ่านรูปแบบเป็นบริษัทตามมาตรฐานของโลกตะวันตก หรืออาณานิคม ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าและการกำเนิดครั้งแรกๆของแกนกลางสังคมธุรกิจไทยที่มีความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

จากข้อมูลในหนังสือของ Suehiro Akira (Capital Accumulation in Thailand 1855-1985) กล่าวถึงการลงทุนครั้งสำคัญ ครั้งแรกๆในเวลานั้น    เมื่อเทียบเคียง และเสริมด้วยข้อมูล จากหนังสือ The UP Saga, Susan M. Martin   (ประวัติศาสตร์ธุรกิจ United Plantations Berhad ในมาเลเซียซึ่งให้ภาพเกี่ยวข้องกับชาวเดนมาร์กในราชอาณาจักรสยามในยุคนั้น) ให้ภาพสอดคล้องกัน

“–เป็นครั้งแรกที่ราชอาณาจักรลงทุนครั้งใหญ่ ก่อตั้งกิจการเพื่อพัฒนา  “ความเป็นเมืองสมัยใหม่” ในฐานะเป็นระบบพื้นฐานของสังคมที่มากว่าการสร้างสิ่งก่อสร้าง  การลงทุนของพระคลังข้างที่ที่สำคัญ ล้วนเป็นโครงการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในราชอาณาจักร  โครงการรถไฟกรุงเทพ-ปากน้ำ( 2430)  โครงการขุดคลองรังสิต(2431 )    กิจการรถราง( 2435) ธนาคารสยามกัมมาจล( 2439 )  กิจการเดินเรือระหว่างประเทศ (2451)   ปูนซิเมนต์ไทย(2456 ) 

–การลงทุนครั้งใหญ่ของราชอาณาจักรไทย  ต้องอาศัยความรู้และเทคโนโลยี่จากอาณานิคม  ดังนั้นรูปแบบกิจการจึงเป็นลักษณะการร่วมทุนหรือให้สัมปทาน  ถือเป็นครั้งแรกๆของสังคมไทยที่ใช้รูปแบบการดำเนินธุรกิจตามแบบฉบับของตะวันตก  เพื่อสร่างความร่วมมือกับตะวันตกในการสร้างระบบพื้นฐานที่ไม่เคยมีมาก้อนในสังคมไทย

“ระบบธนาคารกลายเป็นเครื่องมือสำคัญทางเศรษฐกิจของยุคอาณานิคม  โดยระบบธนาคารในยุโรปเกิดขึ้นและดำรงอยู่มั่นคงมานานพอสมควรแล้ว   โดยเฉพาะธนาคารยุโรปที่เกี่ยวข้องกับธนาคารสยามกัมมาจล Deutsch Asiatische Bank ( Deutsche Bank ในปัจจุบัน) ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2410ในยุคอิทธิพลปฎิวัติอุตสาหกรรม ส่วน Den Danske Lnadmands Bank (คือ Danske Bank ในปัจจุบัน) ก่อตั้งในระยะเดียวกันปี2411 ส่วน HSBC ธนาคารอาณานิคมที่มีบทบาทในราชอาณาจักรมากเป็นพิเศษ กำเนิดขึ้นในเมืองท่าการค้าใหญ่ของตะวันออกไกล ตามชื่อเต็มของธนาคาร– Hong Kong and Shanghai ตั้งแต่ปี 2408 โดยถือเป็นส่วนสำคัญของระบบอาณานิคมอังกฤษ ในยุคสงครามฝิ่นและการยึดครองฮ่องกง

การเกิดขึ้นครั้งแรกของธนาคารไทย ต้องเผชิญหน้าโดยตรงกับธนาคารอาณานิคม แม้ว่าในทางรูปแบบธนาคารไทยเกิดขึ้นได้ แต่ก็มีบทบาทอย่างจำกัดมากๆ” อ้างและตัดตอนมาจากข้อเขียนบางตอน ในชุด “ศตวรรษธุรกิจไทย” (ยังไม่ได้เผยแพร่ใน blog นี้)

 

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง

อันเป็นผลสืบเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โดยเริ่มจาการเกิดภาวะเงินเฟ้อ (inflation)ในยุโรป โดยเฉพาะเยอรมันก่อน หลังจากนั้นก็แผ่ขยายมายังเอเชีย และกระทบต่อไทย ทำให้ขายสินค้าออกไปไม่ได้เพราะไม่มีกำลังซื้อ ปรากฏว่าสินค้าออกไม่สมดุลกับสินค้าเข้า รัฐบาลขาดรายได้ทางภาษีขาเข้าและรายได้อย่างอื่น คงมีแต่รายจ่ายทางเดียวที่ยังไม่ได้ลดตาม

ในส่วนของแบงก์สยามกัมมาจลได้รับความกระทบกระเทือนจากสภาพการณ์ดังกล่าวไม่น้อยเช่นพ่อค้าที่จำนองที่ดินไว้กับธนาคารเพื่อหาทุนไปทำการค้าขาย ครั้นเมือค้าขายขาดทุน พ่อค้าก็ไม่สามารถส่งผลประโยชน์หรือเงินต้นคืนได้ …………แบงก์สยามกัมมาจลยังได้ตัดทอนรายจ่าย ด้วยการปลดเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอ่ายุมากหรือจะครบเกษียณอายุแล้วออกไปประมาณ7-8 คน……”

จากนั้น (ปี 2475) อังกฤษออกจากมาตรฐานทองคำก็ทำให้ค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงลดค่าลงเมื่อเปรียบเทียบกับเงินบาท แบงก์สยามกัมมาจลหรือไทยพาณิชย์มีปัญหาจนต้องยืมเงินพระคลังข้างที่มาแก้ไขสถานการณ์

ข้อความข้างต้นตัดทอนและสรุปมาจาก หนังสือ 100 ปี จากบุคคลัภย์สู่ไทยพาณิชย์  หนังสือประวัติศาสตร์ธนาคารไทยพาณิชย์  (หนังสือประวัติศาสตร์ชุดนี้จัดทำเพื่อเฉลิมฉลองศตวรรษของธนาคารไทยพาณิชย์ เมื่อปี2550 มีสองเล่ม เล่มแรกภาษาไทย—100 ปีจากจากบุคคลลัภย์สู่ไทยพาณิชย์ อีกเป็นเป็นภาษาอังกฤษ—Century of Growth โดยที่ฉบับภาษาอังกฤษพยายามเพิ่มสีสัน ภูมิหลัง บทสัมภาษณ์บุคคล และรูปภาพต่างๆ)

ต่อมาในช่วงระหว่างรัชการที่ 6 ถึงก่อนการเปลี่ยนการปกครอง พ.ศ. 2475 รัฐบาลไทยต้องประสบสภาวการณ์งบประมาณแผ่นดินขาดดุล เนื่องจากรายรับภาษีลดลง เพราะส่งข้าวออกได้น้อย …  ภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจนี้ ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยทั่วไปเป็นอย่างมาก เพราะเศรษฐกิจไทยพึงพิงการส่งออกข้าวเป็นสินค้าหลักอย่างเดียว ยิ่งกว่านั้นเงินทุนของเกษตรกรก็มีจำกัด ดังนั้นเมือใดที่เกิดภัยธรรมชาติซึ่งทำให้ผลผลิตข้าวลดลง หรือความต้องการของตลาดดลกลดลง หรือราคาข้าวตกต่ำ ก็จะส่งผลถึงฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทยและประชาชนส่วนรวมอย่างกว้างขวาง

ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำแรงกดดันทางการเมืองด้วย คือคนไทยซึ่งได้รับการศึกษาแบบตะวันตก  โจมตีนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ เป็นผลให้ความไม่พอใจการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลแผ่กว้างออกไปอีก บุคคลเหล่านี้ได้ใช้ปัญหาเศรษฐกิจมาเป็นสาเหตุประการหนึ่ง ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475” อีกตอนที่นำเสนออย่างมีเหตุมีผล

ในยุคนี้มีธนาคารเกิดใหม่บางแห่ง  ควรยกตัวอย่างคือ   ธนาคารเอเชีย   “เดิมเป็นสาขาของโอเวอรซีไชนิส ของสิงคโปร์ มีปัญหาในช่วงสงครามจีน-ญี่ปุ่น จึงถูกทางการไทยเข้าควบคุมกิจการ    ปรีดี พนมยงค์ รัฐมนตรีคลังและผู้ประสาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ถอนใบอนุญาตและรับโอนมาตั้งธนาคารใหม่ ในปี 2483” เรียบเรียงมาจากหนังสือ The Fall of Thai Banking    โดย วิรัตน์ แสงทองคำ ปี 2548)

ถือเป็นช่วงต้นๆพัฒนาการขั้นสำคัญของธนาคารไทย

————————————————————————————-

ธนาคารไทย 2449-2556

 

 2449 ธนาคารสยามกัมมาจล ______2482 เปลี่ยนชื่อเป็น ธนาคารไทยพาณิชย์

2476 ธนาคารหวั่งหลีจั่น_______2516เปลี่ยนชื่อเป็น ธนาคารหวั่งหลี______2542ขายหุ้นข้างมากให้ Standard Chartered Bank แห่งอังกฤษ เปลี่ยนชื่อเป็น ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดนครธน ________2548 ขายหุ้นทั้งหมด เปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด(ไทย)

2477ธนาคารตันเปงชุน_____2503 เปลี่ยนแปลงการบริหารเปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารไทยพัฒนา______2520 ทางการและสมาคมธนาคารไทยเข้ากอบกู้กิจการเปลี่ยนชื่อเป็น ธนาคารมหานคร_________2541 ถูกปิดกิจการ โดยโอนสินทรัพย์ไปรวมกับธนาคารกรุงไทย

2483 ธนาคารแห่งเอเชีย เพื่อการอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม_____2519    เปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารเอเชีย_________2541 ANB Amro (Netherlands) เข้าถือหุ้นข้างมาก________2547 ขายกิจการให้UOB(Singapore) 2548 รวมกิจการกับธนาคารยูโอบีรัตนสิน เปลี่ยนชื่อเป็น ธนาคารยูโอบี

2484ธนาคารนครหลวงไทย________2553ขายกิจการ เข้ารวมกับธนาคารธนชาต

2487ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชยการ________2541ถูกปิดกิจการแล้วโอนสินทรัพย์ไปรวมกับ ธนาคารกรุงไทย

2487ธนาคารกรุงเทพ

2488 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ________2550 GE Capital(USA) ถือหุ้นใหญ่33% และส่งทีมเข้าบริหารงาน________2556  BTMU(Japan) กลุ่มธนาคารญี่ปุ่นเข้าถือหุ้น 72%

2488ธนาคารกสิกรไทย

2491 ธนาคารแหลมทอง__________2541ถูกปิดกิจการโอนสินทรัพย์ตั้งธนาคารใหม่ ธนาคารรัตนสิน ________ 2542 ขายหุ้นใหญ่ให้ UOB (Singapore) เปลี่ยนชื่อเป็น ธนาคารยูโอบีรัตนสิน________2547 รวมกิจการกับธนาคารเอเชีย เปลี่ยนชื่อเป็น ธนาคารยูโอบี

2492ธนาคารไทยทนุ_______2541ขายหุ้นข้างมากให้ธนาคารดีบีเอสสิงค์โปร์และเปลี่ยนชื่อเป็นดีบีเอสไทยทนุ_________2547ควบรวมกิจการกับบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมและธนาคารทหารไทย โดยใช้ชื่อธนาคารทหารไทย

2492 ธนาคารสหธนาคาร________2541ถูกปิดกิจการแล้วโอนสินทรัพย์ไปรวมกับกิจการเงินทุนหลายแห่งตั้งธนาคารใหม่ ธนาคารไทยธนาคาร _________2552 ขายหุ้นข้างมากให้ CIMB (Malaysia) เปลี่ยนชื่อเป็นธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย

2493 ธนาคารศรีนคร________2545 ถูกปิดกิจการ โอนสินทรัพย์ไปรวมกับธนาคารนครหลวงไทย

2493 เอเชียทรสต์________ 2502 ยกระดับเป็นธนาคารเอเชียทรัสต์ ________2529 ถูกปิดกิจการโอนสินทรัพย์ไปตั้งธนาคารใหม่ ธนาคารสยาม________2531ถูกปิดกิจการโอนสินทรัพย์ไปรวมกับธนาคารกรุงไทย

2499 ธนาคารทหารไทย  ________2548 เปลี่ยนชื่อธนาคารในภาษาอังกฤษเป็น TMB________2550 ING Bank( Netherlands)เข้าถือหุ้น  25%

2509ธนาคารกรุงไทย ก่อตั้งเกิดจากการรวมธนาคารของรัฐ2 แห่งได้แก่ ธนาคารมณฑล (ก่อตั้งปี2485) และ ธนาคารเกษตร (ก่อตั้งปี 2492)

2547 กระทรวงการคลังอนุมัติการตั้งธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบใหม่จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารทิสโก้ ธนาคารธนชาต    ธนาคารสินเอเซีย และธนาคารเกียรตินาคิน

2547 ธนาคารสินเอเซีย ________2553 ขายหุ้นส่วนใหญ่ให้ Industrial and Commercial Bank of China เปลี่ยนชื่อเป็น ธนาคาร ไอซีบีซี (ไทย)

2547 ธนาคารธนชาต________ 2552 Scotia bank (Canada) เข้าถือหุ้น 48.99% ________ 2553เข้าซื้อกิจการธนาคารนครหลวงไทย

 

(2)

ภาพความเชื่อมโยงพัฒนาการธนาคาร กับเหตุการณ์สำคัญกว่าศตวรรษของสังคมไทย  ตั้งใจให้เป็นเพียง  “ชิ้นส่วน” หรือ“รอยต่อ” เป็นภาพที่มีความสำคัญ และน่าสนใจในตัวเอง

ธนาคารไทยพาณิชย์ (เดิมแบงก์สยามกัมมาจล) เกิดขึ้นด้วยความยากลำบาก ภายใต้แรงกดดันของธนาคารระบบอาณานิคม แต่เมื่อธนาคารเกิดขึ้นได้ในปี 2449 ด้วยการร่วมมือกับธนาคารยุโรปที่ไม่อยู่ในระบบอาณานิคมใหญ่ที่มีอิทธิพล   อย่างไรก็ตาม บทบาทของธนาคารในเวลานั้น( เรื่องราวเฉพาะธนาคารไทยพาณิชย์ จะนำเสนอในตอนต่อๆไป)ก็มีอยู่อย่างจำกัดเช่นเดียวกับธนาคารไทยอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในระยะต่อมา

“ถึงแม้จะได้มีการตั้งธนาคารพาณิชย์โดยทุนภายในประเทศขึ้นเอง… แต่ธนาคารเหล่านี้ ก็ยังมิสามารถดำเนินงานได้ทัดเทียมกับธนาคารต่างประเทศได้  P. Schwarze ผู้จัดการแบงก์สยามกัมมาจลซึ่งเป็นชาวเยอรมันได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องการดำเนินการของธนาคารในขณะนั้นไว้ พอสรุปได้ดังนี้คือ1) คนไทยและคนจีนที่เป็นผู้จัดการแบงก์ในขณะนั้น ยังไม่มีความรู้เรื่องการงานต่างประเทศ เพราะฉะนั้นจึงไม่ชำนิชำนาญในระเบียบและวิธีที่ถูกต้อง 2) ผู้จัดการแบงก์ที่เป็นคนไทยและคนจีน มักจะให้กู้เงินจำนวนมากและยอมให้ผู้ฝากถอนเงินมากกว่าจำนวนที่ฝาก โดยไม่มีสิ่งสำคัญเพียงพอ” ( กมลลักษณ์ โตสกุล “ชิน โสภณพนิช” 2530)

จากการศึกษาบริษัทปูนซิเมนต์ไทย( อ้างอิงจากบทความชุด  “ศตวรรษธุรกิจไทย” ช่วงปี 25546-2557)  ผมได้ค้นพบความสัมพันธ์พิเศษ(ซึ่งยังไม่ได้เคยนำเสนอในบทความชุดทีอ้างถึง)กับธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ ( Hong Kong and Shanghai Banking Corporation) มาตั้งแต่การก่อตั้งบริษัท   จากกรณีนำเงินทุนจดทะเบียนจากผู้ถือหุ้นครั้งแรกไปฝากธนาคาร โดยครึ่งหนึ่งฝากที่ธนาคารสยามกัมมาจลและอีกครั้งหนึ่งฝาก  Hong Kong and Shanghai Bank     แม้ไม่มีรายละเอียด แต่จากหลักฐานต่อๆมา ปรากฏว่าธุรกรรมใดๆที่เกี่ยวกับต่างประเทศ หรือชาวต่างประเทศ ล้วนดำเนินการผ่าน Hong Kong and Shanghai Bank ทั้งสิ้น

การดำเนินกิจการอุตสาหกรรมแห่งแรกในประเทศไทย   ธุรกรรมทางการเงินจำนวนมากเกิดขึ้นกับเครือข่ายอาณานิคม   เป็นทีทราบกันดีในเวลานั้น  Hong Kong and Shanghai Bank คือธนาคารหลักของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย แม้แต่แบงก์สยามกัมมาจลเองก็ยอมรับ

“No doubt the Hong Kong Bank are your principle bankers, as you pay your dividends etc, through them etc.” เนื้อหาทำนองนี้    เท่าที่ผมจำได้เป็นจดหมายของ Mr.G.H. Ardon ผู้จัดการชาวอังกฤษของสยามกัมมาจล (เคยเป็นพนักงาน Hong Kong and Shanghai Bank) เขียนถึงผู้จัดการชาวเดนมาร์กของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย   เมื่อประมาณปี 2463

Hong Kong and Shanghai Bank เป็นธนาคารอังกฤษมีเครือข่ายสาขาครอบคลุมในเครือข่ายที่บริษัทปูนซิเมนต์ไทย ทำการค้า ทั้งสาขากรุงเทพฯ ลอนดอน ปีนัง   สิงคโปร์ และ ไฮฟอง ถึงแม้ว่าในเวลานั้นคู่ค้ารายใหญ่ที่สำคัญเป็นกิจการเดนมาร์ก แต่ทว่าธนาคารเดนมาร์ก ไม่มีเครือข่ายมากพอที่จะอำนวยความสะดวก   ผู้จัดการชาวเดนมาร์กของปูนซิเมนต์ไทย และคู่ค้าบริษัทเดนมาร์กก็พอใจใช้บริการ Hong Kong and Shanghai Bank

บริการพื้นฐาน เป็นธุรกรรมทางธุรกิจที่ทันสมัยมากทีเดียว เมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบัน ที่สำคัญคือการโอนเงิน การชำระค่าบริการและสินค้าระหว่างประเทศ  รวมทั้งการรับชำระค่าหุ้น และการจ่ายเงินปันผล โดยเฉพาะกับผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติ การรับฝาก ถอน ไม่ว่าในสาขาในเมืองไทยและต่างประเทศหรือการโอนระหว่างกัน

ธนาคารต่างชาติ หรือธนาคารระบบอาณานิคมยังคงอยู่ในประเทศไทยต่อเนื่อง จนกระทั่งถึง ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะเมื่อกองทัพญี่ปุ่นบุกเข้าเมืองไทย

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475   บทบาทธนาคารต่างชาติ ก็ยังคงอยู่ ศึกษากรณี Hong Kong and Shanghai Bank กับบริษัทปูนซิเมนต์ไทย ธุรกรรมการเงินต่างๆยังดำเนินไปต่อเนื่องจนถึงปลายปี2485 เมื่อกองทัพญี่ปุ่นเข้าควบคุมประเทศไทย ธนาคารต่างชาติที่ไม่ใช่ของญี่ปุ่นถูกปิดกิจการ ต่อจากนั้นสินทรัพย์ของ Hong Kong and Shanghai Bankอยู่ภายใต้การดูแล คณะกรรมการควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวบางจำพวก ที่กระทรวงการคลังจัดตั้งขึ้น

มีเหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญ เกี่ยวเนืองระบบธนาคารไทย นั่นคือ การก่อตั้งธนาคารแห่งประเทศไทย

“หลังจากได้เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้นเมื่อวันที่ 8  ธันวาคม  2484แล้ว  เศรษฐกิจต่างประเทศของประเทศไทยก้ถูกจำกัดอยู่ในวงแคบ  กล่าวคือ  มีการติดต่อซื้อขายแลกเปลี่ยนได้เฉพาะกับประเทศญี่ปุ่นและดินแดนที่ญี่ปุ่นยึดครองเท่านั้น และเนื่องจากต้องทำสัญญาร่วมรุกร่วมรบเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นด้วยความจำใจ  ประเทศไทยจึงตกอยู่ในฐานะจำต้องให้ความช่วยเหลือทุกวิถีทางแกญี่ปุ่นโดยเฉพาะในด้านการเงิน  ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นได้เสนอให้รัฐบาลไทย รับหลักการในเรื่องเงินตรา 3 ประการคือ 1 ให้กำหนดค่าเงินบาทเท่ากับเงินเยน 2 การขำระเงินระหว่างประเทศทั้งสอง ให้ขำระด้วยเงินเยน  ให้ตั้งธนาคารกลางขึ้นเป็นเจ้าหน้าที่เงินตรา  โดยมีที่ปรึกษาและหัวหน้างานต่างๆเป็นชาวญี่ปุ่น” สาระสำคัญจากหนังสือ “ประวัติและการดำเนินงานของธนาคารแห่งประเทศไทย” (หนังสือที่ระลึกครอบรอบ 30 ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย  ปี 2515  ) กล่าวถึงสถานการณ์ก่อนการตั้งธนาคารแห้งประเทศไทย  ทั้งนี้ แนวความคิดและกระบวนการก่อตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยมีก่อนหน้านั้นแล้ว(โปรดอ่าน  ลำดับเหตุการณ์ การก่อตั้งธนาคารแห่งประเทศไทย )

จากแรงกกดันของญี่ปุ่น รัฐบาลไทยเวลานั้น จึงดำเนินการก่อตั้งตั้งธนาคารแห่งประเทศไทย ผ่านกระบวนการทางสภาผู้แทนราษฎรอย่างรวดเร็ว  ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้กำเนิดขึ้น เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม2485

การตั้งธนาคารกลางขึ้นในประเทศไทย   เป้นความดำริที่รัฐบาล ฯพณฯท่านได้มีมาแล้วช้านาน เมื่อพ.ศ. ฯพณฯท่านปรีดี พนมยงศ์ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงได้วางรากฐานลงไว้ โดยจัดตั้งสำนักงานธนาคารชาติไทย เป้นบวงการเมือง สังกัดอยู่ในกระทรวงการคลัง  เพื่อประกอบธุรกิจอันอยู่ในหน้าที่ธนาคารกลางไปก่อนบางประเภท และเตรียมการจัดตั้งธนคารกลางขึ้นต่อไป  การงานของสำนักงานธนาคารขาติไทยได้เจริญมาเป็นลำดับ   ด้วยอาศัยปรีชาสามารถของท่านรัฐมนตรีว่าการผู้นั้นเป็นลำดับ  ความมุ่งหวังของฯพณฯท่านที่จะให้มีธนาคารกลางในประเทศไทยเพื่อประกอบธุรกิจอันเป็นสาธารณะประโยชน์ ก็จะได้สำเร็จรูป  ณ วันรัฐธรรมนูญปีนี้

ธนาคารแห่งประเทศไทยที่ทำพิธีเปิดในวันนี้  มีฐานะเป็นองค์กรอิสระและมีหน้าที่ต้องด้วยลักษณะเป็นธนาคารกลาง อันได้แก่การดำรงไว้ซึ่งความมั่นคงแห่งเงินตรา เพื่อประโยชน์ปวงขนชาวไทย  การค้าพาณิชย์ได้อาศัยหลักที่มั่นคงยั่งยืนสืบไปชั่วกาลนาน  กิจการของธนาคารเป็นงานสวาธารณะประโยชน์ที่ไม่แสวงผลกำไร” คำกล่าวรายงานในพิธีเปิด ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (พลตรีเภา เพียรเลิศ บริภัณฑ์ยุทธกิจ) ต่อนายกรัฐมนตรี (จอมพลแปลก พิบูลสงคราม)  อ้างจากหนังสือที่ระลึกครอบรอบ 30 ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย (โดยปรับเปลี่ยนภาษาเฉพาะ การสะกดคำให้เป็นปัจจุบัน)

ในภาคผนวกของหนังสือเล่มดังกล่าว  มีรายนามพนักงานรุ่นแรกปรากฏไว้   นอกจากพระวรวงศ์เธอพระองศ์เจ้าวิวัฒน์ไชย   ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนแรก   ซึ่งไม้ได้เป็นไปตามที่รัฐบาลญี่ปุ่นต้องการ   “หัวหน้างานต่างๆเป็นชาวญี่ปุ่น”   นอกจากนั้น ยังปรากฏรายนามบุคคลคนไทยสำคัญอีกหลายคน ต่อมามีบทบาทสำคัญในก่อตั้งและพัฒนากิจการธนาคารพาณิชย์ไทย ซึ่งก่อตั้งในช่วงเวลานั้น และต่อจากนั้น

————————————————————–

 

การก่อตั้งธนาคารแห่งประเทศไทย

 

2447

พระบรมวงศ์เธอกรหมื่นมหิศราชฤทัย เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ก่อตั้งสำนักงานรับฝากเงิน—บุคคลัภย์” (ต่อมาขยายกิจการเป็นรูปธนาคาร—แบงก์สยามกัมมาจลหรือธนาคารไทยพาณิชย์ในปัจจุบัน)   โดยดำริว่าหากกิจการดำเนินไปด้วยดีจะยกฐานะเป็นธนาคารกลางต่อไป

2457

กระทรวงพระคลังมหาสมบัติว่าจ้างเบอร์นาร์ด  ฮันเตอร์   ผู้เชี่ยวชาญการเงินและธนาคารชาติชาวอังกฤษ มาให้คำแนะนำในการแก้ปัญหาแบงก์สยามกัมมาจล ทั้งพิจาณาด้วยว่า  แบงก์สยามกัมมาจลจะเป็นธนาคารกลางได้หรือไม่

2477 

หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง  รัฐบาลของพระยาพหลพลพยุหเสนา แถลงนโยบายสำคัญ ถึงแนวทางการก่อตั้งธนาคารชาติ ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างมาก

“การตั้งธนาคารชาติเป็นความจำเป็นที่สุดที่จะต้องให้สำเร็จในขั้นแรก เพราะธนาคารชาตินี้แหละที่จะขบคิดปัญหาเรื่องเงินให้แตกหักไปได้ นอกจากธนาคารจะเป็นอู่เงิน   ยังให้โครงการเศรษฐกิจสำเร็จแล้ว คลังออมสินก่เป็นกำลังสำคัญอีกอันหนึ่ง ที่จะช่วยร่วมให้อู่เงินแข็งแรงขึ้น” (พระยาสุริยานุวัตร 2477)

2478

คณะรัฐมนตรีมีมติให้กระทรวงคลังพิจารณาร่าง ว่าด้วยการจัดตั้งธนาคารชาติ โดยมีหลวงวรนิติปรีชาเป็นผู้ร่าง

2482

รัฐบาลเสนอร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งสำนักงานธนาคารชาติไทยต่อที่สภาผู้แทนราษฎร

2483

สำนักงานธนาคารชาติไทย เปิดดำเนินการเมื่อวันที่  13 พฤษภาคม2483 ในฐานะบวงขึ้นตรงต่อกระทรวงการคลัง มีพระยาทรงสุรรัชฎ์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง รักษาการตำแหน่งผู้อำนวยการ และเล้ง ศรีสมวงศ์ เป็นรองผู้นำอำนวยการ

2485

ธนาคารแห่งประเทศก่อตั้งขึ้น

 

ที่มา: เรียบเรียงจากหนังสือ “ประวัติและการดำเนินงานของธนาคารแห่งประเทศไทย”    (หนังสือที่ระลึกครอบรอบ 30 ปี ธนาคารแห่งประเทศไทย ปี 2515)

 

 

No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s