ทิศทางและบทสรุป

หมายเหตุ –ช่วงปลายปี2559 ต่อต้นปี2560   ถือโอกาสสรุปประเด็นสำคัญๆ

(1)

ธุรกิจอเมริกัน กับสังคมไทย

อิทธิพลคงอยู่

กว่า5-6 ทศวรรษที่ผ่านมา  ในภาพรวม อเมริกัน กับสังคมธุรกิจไทย  สะท้อนความสัมพันธ์ยังคงอยู่อย่างแนบแน่น

บทสรุปอ้างอิงมาจากซีรีย์ชุดใหญ่(มากกว่า30ตอน) “ธุรกิจอเมริกัน กับสังคมไทย” ว่าด้วย การสำรวจ ความเป็นอยู่และเป็นไปธุรกิจอเมริกันในสังคมไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ทั้งก่อนและหลังวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ2540    นำเสนอต่อเนื่องใน มติชนสุดสัปดาห์  ตั้งแต่ช่วงปลายปี2558 ถึงช่วงต้นปี2559

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เปิดศักราชการก่อตั้งธุรกิจไทยอย่างมากมาย เป็นยุคใหม่ของธุรกิจครอบครัว สังคมธุรกิจไทยขยายตัวครั้งใหญ่  แรงกระตุ้นสำคัญมาจากยุคสงครามเวียดนาม  สหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพในไทย   ภายใต้ความช่วยเหลือหลายด้านพร้อมด้วยแรงกดดันรัฐไทยให้ปรับนโยบายเศรษฐกิจครั้งสำคัญ เอกชนมีบทบาทนำ ขณะเดียวกันเปิดโอกาสธุรกิจอเมริกันเข้ามาในภูมิภาคใหม่ ถือเป็นการรุกออกนอกสหรัฐฯครั้งแรกๆ

เกษตรกรรมวงจรใหม่ กับการบุกเบิกอุตสาหกรรม

โครงการเจ้าพระยาใหญ่(Greater Chaophraya Project) เกิดขึ้นภายใต้คำแนะนำของFood and Agriculture Organization หรือFAO และสนับสนุนการเงินโดยธนาคารโลก ตามแผนการปรับปรุงระบบชลประทานเพื่อขยายพื้นที่ปลูกข้าวเพื่อการส่งออก

เกษตรกรรมไทยได้เข้าสู่วงจรใหม่ พึ่งพิงเครือขายธุรกิจระดับโลกมากขึ้น ด้วยการใช้สารเคมี-ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช ฯลฯ อย่างจริงจัง และขยายตัวอย่างรวดเร็ว สร้างโอกาสให้กับนักธุรกิจไทยสร้างสายสัมพันธ์กับเครือข่ายธุรกิจระดับโลก ทีสำคัญการเข้ามาของธุรกิจระดับโลก โดยเฉพาะกรณีธุรกิจอเมริกัน

Monsanto เปิดสำนักงานในประเทศไทยเมื่อปี 2511 ช่วงแรก ๆจำหน่ายสารกำจัดวัชพืช มีบทบาทสำคัญสร้างแรงกระตุ้นเปลี่ยนแปลงแบบแผนเกษตรรรมไทย การปรับเปลี่ยนธุรกิจMonsantoในช่วง 3-4ทศวรรษมานี้ ให้ภาพสะท้อนความเป็นไปเกษตรกรรมไทยสมัยใหม่ อยู่ในระบบพึ่งพิงมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน   นั่นคือเข้าสู่ธุรกิจเมล็ดพันธุ์

Monsantoปรับยุทธศาสตร์ใหม่ ก้าวเข้าสู่ธุรกิจเมล็ดพันธุ์ จนกลายเป็นผู้นำตลาดโลกในเวลาอันรวดเร็วเมื่อ2 ทศวรรษที่ผ่านมานี่เอง ด้วยการซื้อกิจการเมล็ดพันธุ์อย่างขนานใหญ่(รวมทั้งกิจการสหรัฐฯ บางรายที่มีฐานในเมืองไทยด้วย) ธุรกิจไทยอย่าง กลุ่มซีพี กับโอกาสจากเกษตรกรรมไทยสมัยใหม่  ปี 2522ได้ร่วมทุนกับ DeKalb Genetics กิจการเมล็ดพันธุ์ยักษ์ใหญ่แห่งสหรัฐฯ เพื่อพัฒนาพันธุ์ข้าวโพด

 เกษตรกรรมไทย ไม่เพียงพึงพิงผลิตภัณฑ์  ยังก้าวสู่การอ้างอิง ระบบฟาร์มสมัยใหม่

Contact farming  ปี 2513 ซีพีร่วมมือกับ Arbor Acres บริษัทเพาะเลี้ยงสัตว์ปีกชั้นนำของสหรัฐฯ สร้างธุรกิจเพาะเลี้ยงไก่แบบทันสมัย เป็นก้าวแรกของยุทธสาสตร์ครบวงจร(Vertical integration) ปัจจุบันContract farming ขยายตัวมากขึ้น เช่น โครงการปลูกมันฝรั่งในภาคเหนือ ป้อนFrito-Lay (กิจการในเครือข่าย PepsiCo แห่งสหรัฐฯ)

Plantation  กรณีDole แห่งสหรัฐฯ ผู้ผลิตผลไม้ประป๋องเข้ามาเมืองไทยในปี2509 ถือเป็นต้นแบบ

ด้านอุตสาหกรรม กิจการพลังงานเป็นกรณีควรเพ่งมอง  จากเคยอยู่ภายใต้อิทธิพลต่างชาติมานานโดยเฉพาะธุรกิจอเมริกัน ได้ผ่านช่วงเวลาสำคัญช่วงสงครามเวียดนาม และการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ถือเป็นช่วงปรับยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐ ด้วยก่อตั้งปตท. ธุรกิจพลังงานสหรัฐฯในฐานะชิ้นส่วนใหญ่อุตสาหกรรมสำคัญ ปรับตัวและยังพยายามคงอิทธิพลไว้

เอสโซ่(Esso)เข้ามาเมืองไทยรัชสมัยร.5 และ“คาลเท็กซ์”(Caltex)เข้ามาหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ต่อมาทั้งสองมีกิจการโรงกลั่นและคงอิทธิพลในธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน ขณะเดียวกันในช่วงสงครามเวียดนาม Chevron (ขณะนั้นคือUnion Oil Company of California หรือ UNOCAL) เป็นบริษัทแรกได้รับสัมปทานสำรวจปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทย  สามารถค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติปริมาณเชิงพาณิชย์แหล่งแรกของประเทศ(2516) ปัจจุบันเป็นผู้ผลิตแหล่งก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุด เป็นฐานอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ ในฐานะอุตสาหกรรมใหญ่และใหม่ของไทย ทั้งนี้มีบริษัทอเมริกันอีกบางรายเข้ามาเกี่ยวข้อง

Dow Chemical เข้ามาเมืองไทยปี2510 เป็นชิ้นส่วนหนึ่งการก้าวสู่ยุคพลาสติก  ความทันสมัยในมิติสำคัญมิติหนึ่งของสังคมไทย อีกด้านหนึ่งเป็นปรากฏกาณ์หลอมรวมกิจการสหรัฐฯด้วย  Union Carbideเข้ามาเมืองไทยปี2503 ได้เข้าหลอมรวมเข้ากับDow Chemicalในปี 2544 และRohm and Haas   เข้ามาช่วงเศรษฐกิจขยายตัวอย่างมากในช่วงปี 2538 ต่อมาในปี2549ได้หลอมรวมกับ Dow Chemicalเช่นกัน

ทั้งนี้ธุรกิจอุตสาหกรรมสำคัญอื่นๆ เช่น ยาและเวชภัณฑ์ ได้เข้ามาเมืองไทยอย่างคึกคัก (2509 Abbot Laboratories 2510 Bristol-Myers Squibb)

ชีวิตสมัยใหม่ กับ สังคมผู้บริโภค

ในช่วงสงครามเวียดนาม สังคมไทยผู้บริโภคไทยผูกพันกับสินค้าอเมริกัน ทั้งในระดับครัวเรือน(2501 Colgate Palmolive, 2509 Kimberly-Clark, 2512 American standard, 2513 Johnson &Johnson, 2516 Gillette  หมายเหตุ ตัวเลขปีแสดงการเข้ามาเริ่มธุรกิจในไทย)  และวิถีชีวิตสมัยใหม่ ทั้งด้วยสินค้า(2499 Pepsi,2500 Coca-Cola,2511 Kodak, Avon, 2515Levi Strauss) และเครือข่ายฟาสต์ฟูดส์

แม้มีสินค้าและบริการอย่างหลากหลาย ไม่เพียงแต่สินค้าอเมริกัน บางครั้งมองไม่เห็นภาพสำคัญว่า  แกนกลางวิถีสมัยใหม่คงเคลื่อนไหวตามไลฟ์สไตล์แบบเมริกัน  ตลอดช่วงจากสงครามเวียดนาม จนถึงปัจจุบัน   สินค้าคอนซูเมอร์และเครือข่ายฟาสต์ฟูดส์อเมริกัน  ยังเข้ามาอย่างต่อนื่อง(เช่น 2528 McDonald’s 2541 Starbucks Coffee 2546 SUBWAY และ2553Krispy Kreme )

โนว์ฮาว  มาตรฐาน  และ ระบบ

โดยเฉพาะกรณีความรู้ด้านบริหารธุรกิจแบบอเมริกัน ผ่านหลักสูตร Master Of Business Administration Program หรือ MBA เป็นภาพต่อเนื่อง จากระบบพัฒนาบุคคลากรในสังคมธุรกิจ  สู่ระบบการศึกษาไทย  ธนาคารกสิกรไทย (2509)เครือซิเมนตืไทยหรือเอสซีจี(2515)ให้ทุนการศึกษา MBA ณ มหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ ไปจนถึงหลักสูตรได้เกิดขึ้นในสังคมไทย(เช่น 2509 NIDA  2525มหาวิทยาธรรมศาสตร์และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

อีกด้านหนึ่งธุรกิจไทยเริ่มใช้โนวฮาวอมเริกัน ทั้งเพื่อสื่อสารกับผู้บริโภค การเข้ามาของอเยนซีโฆษณาอเมริกัน(2508-2517) อย่างเป็นขบวน ในปี2508 McCann Erickson (ปัจจุบันคือ McCann World group)  ปี2513  LINTAS  (ปัจจุบันคือ Mullen Lowe Lintas Groupสำนักงานใหญ่อยู่ที่อินเดีย) และ ปี2517 Leo Burnett กับ Ogilvy & Mather(ปัจจุบันอยู่ในเครือข่าย WPP Group แห่งอังกฤษ) ไปจนถึงการปรับตัวเข้ากับมาตรฐานธุรกิจระดับโลก จากกรณีBaker & McKenzie ที่ปรึกษากฎหมายเข้ามาเมืองไทยกว่า30 ปีแล้ว จนถึงกิจการผู้สอบบัญชี อย่างDeloitte (สำนักงานใหญ่ในสหรัฐฯ) มาในช่วงปี 2530

 จากนั้นพัฒนาสู่อีกขั้น  กรณีธนาคารกสิกรไทยกับแผนRe-engineering (ปี 2536-2537)เป็นจุดเริ่มต้นการปรับตัวธุรกิจไทยไปสู่มาตรฐานสากล ตามกระแสตะวันตกนำโดยแบบฉบับอเมริกัน (อ้างอิงหนังสือ Reengineering the Corporation: A Manifesto for Business Revolution เขียนโดย Michael Hammer) และว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาอเมริกันBooz Allen & Hamilton เป็นที่ปรึกษาปรับกระบวนการทำงาน  ซึ่งก้าวไปอีกขั้นจากการซื้อเทคโนโลยีธนาคารครั้งสำคัญตั้งแต่ก่อนปี 2530 (ซื้อระบบATMจาก IBM ซึ่งปักหลักเมืองไทยมาตั้งแต่ปี2495)

รวมทั้งกรณีบริษัทที่ปรึกษาอเมริกันอีกบางราย Accenture และ McKinsey & Company มีบทบาทในแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจไทยช่วงหลังปี2540 โดยเฉพาะระบบธนาคารไทยลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ เพื่อการปรับโครงสร้างธุรกิจและจัดซื้อระบบเทคโนโลยี่ใหม่ จากนั้นก็ให้บริการลูกค้าสำคัญอื่นๆ เช่น เอสซีจีและซีพี

มาตรฐานอเมริกันมีหลายมิติ รวมทั้ง LEED (Leadership in Energy and Environmental Design โดย USGBC U.S. Green Building Council) กับสำนักงานธุรกิจ ว่าด้วยบรรยากาศ สิ่งแวดล้อม ระบบและมาตรฐานชีวิตทำงาน โดยเฉพาะกรณีปี 2547  Energy complex หรือ EnCo ของ ปตท.  ได้บุกเบิกเข้าสู่มาตรฐาน(ว่างจ้างที่ปรึกษา วางระบบ และซื้อสินค้า)ดังกล่าว  ตามมาด้วยเอสซีจี(ปี2555 อาคารสำนักงานใหญ่เดิมที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันปรับรุงใหม่ จนได้รับการรับรอง และต่อมา ปี 2557 อาคารสำนักงานใหม่ “เอสซีจี 100 ปี” ได้รับการรับรองเช่นกัน) และธนาคารกสิกรไทย(ปี2556 อาคารศูนย์การเรียนรู้ อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา)

แพลทฟอร์ม

ภายใต้ระบบ เครือข่ายและแพลทฟอร์ม  โดยอ้างอิงเครือข่ายธุรกิจอเมริกัน เชื่อว่าสังคมไทยกำลังเข้าสู่โลกยุคใหม่ผ่านสินค้าเทคโนโลยี่และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต  มีความเชี่อมโยงกับปัจเจกอย่างลึกซึ้งอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน  ด้วยกรณีสำคัญควรบันทึกไว้

–ปี 2554 ปีเดียวกัน Googleยักษ์ใหญ่ผู้ให้บริการในโลกอินเตอร์เน็ต เปิดสำนักงานในประเทศไทย เวลาไกล้เคียงกัน Fox Entertainment Group ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมบันเทิงขอสหรัฐฯ เปิดเครือข่ายด้วยการนำภาพยนต์ซีรีย์อเมริกันเข้ามาถึงครัวเรือนไทย

—ปี2558 Apple South Asia(Thailand) ดำเนินธุรกิจอย่างจริงจังในเมือองไทย   ในปลายปีเดียวกันFacebook เครือข่ายสื่อสังคม (social networking service) ซึ่งทรงอิทธิลพลมากทีสุดในโลก เปิดตัวในประเทศไทยให้ภาพพัฒนาการอีกขั้นหนึ่งอย่างน่าทึ่ง

—ปี2559 Netflixเครือข่ายธุรกิจบริการผ่านอินเตอร์เน็ดที่เรียกว่า Internet video streaming เปิดบริการในสังคมไทย

ธุรกิจอเมริกัน กับสังคมไทย มีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งมากกว่าที่คิด

—————————————

(2)

ธนาคารไทย ไปทางไหน

 ธนาคารไทย เผชิญความท้าทายมากขึ้น ตั้งแต่หลังวิกฤตการณ์เมื่อ 2ทศวรรษที่แล้ว เป็นปรากฏการ์เพียงปกป้องตนเองมากกว่าจะรุกไปข้างหน้า

เรื่องราวตอนนี้ อ้างอิงและปรับปรุง จากข้อมูลพื้นฐานบทความชุด  โฉมหน้าธนาคารไทย  ว่าด้วยพัฒนาการสำคัญธนาคารไทย  ข้อเขียนชุดใหญ่(ประมาณ 50 ตอน) นำเสนอมาเกือบ2 ปีแล้ว(มติชนสุดสัปดาห์ กลางปี 2557  จนถึงกลางปี2558)  ซึ่งได้เวลา updateเสียที

โครงสร้างเดิมพังทะลาย

“โครงสร้างธุรกิจธนาคารในประเทศไทยเปลี่ยนไปแล้วจริงๆภาพสะท้อนของการพังทลายของปราการอันเข้มแข็งของใจกลางธุรกิจไทยที่ดำรงอยู่มาอย่างน้อยสามทศวรรษ” ผมเคยเสนอภาพหลังวิกฤตการณ์ปี 2540ไว้ นั้น โดยแบ่งกลุ่มธนาคารเป็น4กลุ่ม

กลุ่มแรก  มีเพียงธนาคาร 3 แห่งที่เหลืออยู่(ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทย และ ธนาคารไทยพาณิชย์) ในฐานะธนาคารดั้งเดิมที่ก่อตั้งก่อนปี2500 มีความต่อเนื่องของโครงสร้างการบริหาร แม้ว่าโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ได้เปลี่ยนแปลงไปบ้าง   กลุ่มที่สอง-ธนาคารซึ่งเกิดขึ้นช่วงเดียวกับธนาคารกลุ่มแรก ผ่านปรับโครงสร้างหลายครั้ง มีการรวมกิจการกับธนาคารอื่นโดยเฉพาะของรัฐ ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย  บางธนาคารมีหุ้นส่วนต่างชาติ แต่ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้แก่ ธนาคารทหารไทย

กลุ่มที่สาม-ธนาคารเกิดใหม่ในปี2547 ได้แก่ ธนาคารสินเอเชีย ธนาคารเกียรตินาคิน ธนาคารธนชาต ธนาคารทิสโก้ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และธนาคารไทยเครดิต บางรายมีพันธมิตรกับเครือข่ายธนาคารระดับโลก   ขณะที่บางรายกลายเป็นธนาคารกลุ่มที่สี่ และกลุ่มที่สี่- ธนาคารพาณิชย์ซึ่งถือหุ้นใหญ่โดยธนาคารต่างชาติ ประกอบด้วย  กรุงศรีอยุธยา ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ธนาคารยูโอบี  ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด(ไทย) และธนาคารไอซีบีซี(ไทย)

หลังจากธนาคารระบบครอบครัวไทยพังทลายลง ระบบธนาคารไทยจำเป็นต้องเปิดช่องให้ธนาคารต่างชาติเข้ามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ถือเป็นช่วงสำคัญอีกช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย

สร้างเครือข่ายภูมิภาค

อ้างอิงเฉพาะธนาคารใหญ่(ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกสิกรไทยและธนาคารไทยพาณิชย์)ซึ่งสามารถคงอยู่ พลิกฟื้น ปรับตัวได้จากวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจในปี2540  ภาพนั้นชัดเจน(จากรายงานผลประกอบการตั้งแต่ปี2546) เป็นช่วงเวลาเผชิญความท้าทายใหม่เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ภูมิภาค ว่าด้วยความสัมพันธ์ระบบเศรษฐกิจไทย กับAEC ซึ่งเกิดขึ้นเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ตั้งแต่ต้นปี2559

ธนาคารกรุงเทพได้สร้างเครือข่ายธนาคารภูมิภาคเต็มรูปแบบอย่างเป็นจริงจังก่อนธนาคารไทยอื่น(ธนาคารกรุงเทพประเทศจีนในปี2552 และ  Bangkok Bank Berhad มาเลเซีย ก่อตั้งมาตั้งแต่ 2537 ขยายสาขาอีกครั้งในปี2553)  เชื่อกันว่ามาจากสายสัมพันธ์ภูมิภาคสร้างขึ้นมากว่าครึ่งศตวรรษ   ข้อมูลล่าสุด(Bangkok Bank  Investor Presentation for 3Q16 พฤศจิกายน2559) ซึ่งให้ความสำคัญโอกาสทางธุรกิจจากเครือข่ายหัวเมือง ชายแดน และระดับภูมิภาค(Opportunities from Regionalization & Urbanization ) ทั้งนี้การสร้างเครือขายภูมิภาคดำเนินไประบุว่าธนาคารกรุงเทพประเทศจีนมี6สาขา Bangkok Bank Berhad มาเลเซียมี5 สาขา พร้อมมีสาขาในพื้นที่ใหม่ๆเมื่อปีที่ผ่านมา ที่ เมียนมาร์  และCayman Island

ขณะที่ธนาคารกสิกรไทยอยู่ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อมาระยะหนึ่งแล้ว ธนาคารซึ่งก่อตั้งโดยชาวจีนโพ้นทะเลที่มาปักหลักแผ่นดินสยามตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งหนึ่ง  แต่เป็นธนาคารไทยแห่งเดียวเติบโตอย่างโดดเด่นโดยอ้างอิงกับสายสัมพันธ์โลกตะวันตก ต่อเนื่องจากยุคอาณานิคม สู่สงครามเวียดนาม  จำต้องปรับเปลี่ยนความคิดและแนวทางอย่างมากในปัจจุบัน    ดูเป็นความขัดแย้งในตัวเองพอสมควร

ก่อนวิกฤติการณ์ปี2540 ธนาคารกสิกรไทยเปิดสำนักงานตัวแทนในจีนแผ่นดินใหญ่—เซินเจิ้น(2537 ) เซี่ยงไฮ้(2538)  ปักกิ่ง(2538 )  คุนหมิง(2538 )  และยกระดับสำนักงานตัวแทนเซินเจิ้นเป็นสาขา(2539)   หลังวิกฤติตั้งแต่ปี 2546 คือจุดเริ่มต้นยุทธศาสตร์สร้างสายสัมพันธ์ใหม่ที่จริงจัง ความพยายามไปสู่เป้าหมายธนาคารท้องถิ่นประเทศจีน(LII: Locally Incorporated Institution)   ผ่านไปแล้วกว่า10 ปี ธนาคารกสิกรไทยเพิ่งเข้าใกล้เป้าหมายหลัก   เอกสารนำเสนอล่าสุด(KASIKORNBANK Investor Presentation as of 3Q16 October 2016) ยังคงมุ่งมั้นในเป้าหมายใหญ่ต่อไป  ด้วยการนำเสนอแผนการอย่างยืดหยุ่นและจริงจัง(Strategically focusing on AEC+3 markets, KBank pursues an integrated regional operating model) ทั้งเครือข่ายสาขา-สำนักงานตัวแทน(physical footprint)  digital platform และความสัมพันธ์กับพันธมิตร(regional partnerships)

ในช่วงไกล้ๆธนาคารกสิกรไทยมุ่งขยายเครือข่ายสาขา-สำนักงานตัวแทนภูมิภาคอีกหลายแห่ง  โดยเฉพาะในปี 2556 เปิดสาขาในจีนเพิ่มเติม ที่ เฉิงตู และสาขาย่อยที่หลงกั่ง  จดทะเบียนธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่นในลาวซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ท้องถิ่นแห่งแรกจากไทย  และเปิดสำนักงานผู้แทนที่ฮานอยและโฮจิมินห์(เวียดนาม ) รวมทั้ง พนมเปญ(กัมพูชา)

ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์ ความจริงแล้วมีเครือข่ายในภูมิภาคอย่างมั่นคงที่สำคัญใน2 ประเทศ เป็นยุทธศาสตร์ตอบสนองสถานการณ์ใหม่ในภูมิภาคหลังสงครามเวียดนาม ในยุค  “แปรสนามรบ ให้เป็นสนามการค้า”  ทว่าท่ามกลางการเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจในภูมิภาค ในช่วง2ทศวรรษที่ผ่านมา  ธนาคารไทยพาณิชย์ ไม่ได้แสดงยุทธศาสตร์ภูมิภาคอย่างจริงจัง  มีเพียงความเคลื่อนไหวบางระดับ กรณีเปิดสำนักงานผู้แทน ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาร์(ปี 2555) และ เปิดสำนักงานผู้แทน ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณะรัฐประชาชนจีน(ปี 2556) ข้อมูลล่าสุด(SIAM COMMERCIAL BANK PCL. 3Q16 Financial Results Analyst Meeting Presentation November 1st,2016) มีมุมมองที่แตกต่างจากธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกสิกรไทย โดยไม่มีการนำเสนอแผนการดังกล่าว  เท่าที่สำรวจ(http://www.scb.co.th/ )เครือข่ายภูมิภาคยังคงอยู่แค่นั้น

อย่างไรก็ดี โดยเปรียบเทียบภาพความเคลื่อนไหวกับธนาคารในภูมิภาคเดียวกัน โดยเฉพาะธนาคารแห่งสิงคโปร์ และมาเลเซีย ถือว่าธนาคารไทยอยู่ในภาวะค่อนข้างเฉื่อยเนือย

FinTech

จากติดตามความเคลื่อนไหวธนาคารใหญ่เช่นกัน  ประเมินว่าระบบธนาคารดั้งเดิม กำลังเผชิญท้าทายใหม่ซึ่งมาเร็วและรุนแรง ด้วยปรากฏการณ์ใหม่ —FinTech(Financial Technology) บริการทางการเงินใหม่ เริ่มต้นโดยคู่แข่งหน้าใหม่  ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต บนเครื่องมือ(โดยเฉพาะผ่านโน๊ตบุคคอมพิวเตอร์และโทรศัทพ์มือถือ)ซี่งถือว่ามีความเป็นปัจเจก และสะดวกสบาย(เชื่ออีกว่า ปลอดภัย) มากกว่าเดิม สามารถตอบสนองและเข้ากับวิถีชีวิตผู้คนซึ่งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อย่างกลมกลืนมากขึ้น

ข้อมูลนำเสนอธนาคารกรุงเทพฯ(อ้างแล้วข้างต้น) เป็นเพียงธนาคารใหญ่แห่งเดียวไม่นำเสนอแผนการเกี่ยวกับ FinTechโดยตรง แต่เสนอภาพแนวโน้มโลกดิจิตอล(Digitalization Trend)ในสังคมไทย  โดยกล่าวถึง ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทะลุ38ล้านคน( 2558)   คนไทยใช้งานโทรศัพท์มือถือถึงวันละ6.2 ชั่วโมง(2559)  และซื้อขายสินค้าและบริการทางออนไลน์มากถึง362ล้านครั้งต่อปี(2558)

หลังจากเฝ้ามองมาระยะหนึ่ง  ธนาคารดั้งเดิมเชื่อมั่นว่า บริการใหม่ คู่แข่งใหม่ดังกล่าว  ได้นำเสนอเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งเมื่อผนวกเข้ากับระบบธนาคารดั้งเดิม   การปรับตัวเพียงบางระดับ  ธนาคารดั้งดิมจะสามารถก้าวข้ามความท้าทายใหม่ และพัฒนาไปข้างหน้า

โดยเฉพาะธนคารกสิกรไทยและธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งว่ากันว่าเป็นคู่แข่งสำคัญ ในความพยายามก้าวสู่ธนาคารทันสมัยอย่างต่อเนื่องกันมาตลอด4 ทศวรรษที่ผ่านมา

ปลายเดือนเมษายน(2559)ธนาคารกสิกรไทย เปิดตัวบริษัท กสิกร บิสซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป(KASIKORN Business-Technology Group: KBTG) เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีทางการเงิน โดยร่วมกับพันธมิตรทางทั้ง FinTech และ Tech Startup วันนี้เราพยายามเดินไปในทิศทางที่เป็นอนาคต โลกของการเงิน อนาคตของวิธีการทำงานของคนยุคใหม่ และอนาคตเศรษฐกิจของประเทศไทย  KBTG รวมบริษัทต่างๆ เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อคิดหาอะไรที่วันนี้ยังไม่เกิด หาให้ได้ก่อนที่จะอุ้ยอ้ายเกินไปและทำงานไม่ได้บัณฑูร ล่ำซำ  ผู้นำธนาคารกสิกรไทย กล่าวไว้ในงานเปิดตัว

ไม่กี่เดืฮนจากนั้น(กรกฏาคม 2559)ธนาคารไทยพาณิชย์ แถลงข่าวเปิดตัว บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด (Digital Ventures) “ด้วยวิสัยทัศน์ที่จะต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของ อุตสาหกรรมธนาคารผ่านการลงทุนและการค้นคว้านวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ที่มีความสามารถให้เติบโตร่วมไปกับธนาคารไทยพาณิชย์ โดยเริ่มความพร้อมด้วยการลงทุนในบริษัท startup ระดับโลก”(บางส่วนของถ้อยแถลงข่าว http://www.scb.co.th/)

ทั้งสองธนาคารนำเสนอภาพยุทธศาสตร์ว่าด้วย FinTech ในข้อมูลนำเสนอ( presentation)ที่อ้างมาแล้วข้างต้นอย่างน่าสนใจ (หากสนใจรายละเอียดโปรดเข้าชมwebsite ของธนาคาร ส่วน“นักลงทุนสัมพันธ์”)

แม้ว่าธนาคารกรุงเทพจะไม่ได้นำเสนอแผนการต่อนักลงทุน(อ้างแล้ว)  แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีเพียงแค่นั้น  ความเคลือนไหวเกี่ยวกับ FinTech ได้เดินตามธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์อย่างกระชั้นชิด   ปลายเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ธนาคารกรุงเทพประกาศจับมือเข้าร่วมกับ R3 Consortium ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญด้าน FinTech ที่มีสถาบันการเงินชั้นนำของโลกกว่า 55 แห่งเป็นสมาชิก

เรื่องราวเกี่ยวกับ FinTech กับระบบธนาคารไทยดั้งเดิม คงต้องติดตามต่อไป เชื่อว่าภาพนั้นจะชัดเจนมากขึ้นๆ เป็นลำดับ

———————————–

 (3)

ธุรกิจอิทธิพล

ธุรกิจซึ่งมีพลวัตร มีพลังพิเศษ  กำลังจะเผชิญความท้าทายใหม่ เชื่อว่ามีทั้งมาจากพลังธุรกิจเอง กับแรงปะทะสังคมวงกว้าง 

ธุรกิจซึ่งปรับโฉมหน้าสังคมโดยรวมกับสังคมธุรกิจ ตลอดจนวิถีชุมชน สร้างผลสะเทือนวงกว้างอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน เริ่มก่อตัวมีพลังอย่างแท้จริงมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา  เชื่อว่าพลังและผลสะเทือนจะขยายวงต่อไปอีก นั่นคือธุรกิจค้าปลีกโดยเฉพาะเครือข่ายขนาดเล็ก ที่เรียกว่าร้านสะดวกซื้อ(Convenience store)และขนาดใหญ่ (เรียกว่า Hypermarket)

โดยเฉพาะเครือข่ายร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ที่สุด —7-Eleven เพียงรายเดียวครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศด้วยสาขาเกือบ9,000 แห่ง ส่วนเครือข่ายร้านค้าปลีกขนาดใหญ่(Hypermarket) Tesco Lotus  Big C และ Makroมีสาขารวมกันประมาณ400แห่ง  ขณะเดียว แสดงให้เห็นว่าเป็นธุรกิจที่มีพลังยืดหยุ่น กำลังปรับตัวสร้างเครือข่ายหลากลายรูปแบบ  เป็นการใหญ่  ส่งผลเครือข่ายแบบร้านสะดวกซื้อมีอัตราการขยายเครือข่ายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  เชื่อกันว่าจะมีถึงปีละประมาณ1000 แห่งทีเดียว

ร้านสะดวกซื้อ มีเครือข่ายสาขามากที่สุดในประเทศไทย มากกว่าเครือข่ายทั้งหลายทั้งปวงในสังคมธุรกิจ ซึ่งสามารถเข้าถึงและเชื่อมโยงวิถึชีวีติผู้คนในสังคมอย่างมีประสิทธิภาพท  มีมากกว่าสำนักงานของรัฐที่ย่อยที่สุด อย่างองค์การบริหารส่วนตำบลหรือ อบต.( มีแค่กว่า 5000 แห่งทั่วประเทศ) และอาจเป็นไปได้ว่าจำนวนผู้คนมีกิจกรรมมากกว่ามาที่วัดเสียอีก   แม้ตามสถิติวัดที่มีพระสงฆ์ทั่วประเทศมีกว่า3หมื่นแห่งก็ตาม “ปัจจุบันมีลูกค้าเข้าร้าน 7-Eleven เฉลี่ยวันละ 10.9 ล้านคน”ข้อมูลล่าสุดของ 7-Eleven เพียงรายเดียว ให้ตัวเลขที่น่าทึ่ง (อ้างจากhttps://www.cpall.co.th)  ทั้งมีแนวโน้มการขยายเครือข่ายสาขาดำเนินไปอย่างต่อเนื่องรวดเร็ว

เครือข่ายค้าปลีกดังกล่าว มีความสัมพันธ์กับสังคมมากเป็นพิเศษ ทั้งนี้เนื่องมาจากสินค้าและบริการสามารถตอบสนองชีวิตพื้นฐาน เข้าถึงผู้คนวงกว้างที่สุด   สินค้าและบริการพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง จากสินค้าอุปโภคบริโภค สู่บริการพื้นฐานสำคัญอื่นๆ  โดยเฉพาะการชำระเงินในการใช้บริการสาธาณูปโภคของรัฐไปจนถึงบริการทางธุรกิจ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตสมัยใหม่มากขึ้นๆ

 ยื่งเมื่อเครือข่ายค้าปลีกผนึกเข้ากับเครือธุรกิจยักษ์ใหญ่ ทั้งซีพีและทีซีซีด้วยแล้ว พลังอันน่าเกรงขามจึงเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก

เรื่องราวเข้มข้นทุกขณะ เริ่มต้นโดยเครือซีพีซึ่งเป็นผู้เล่นรายใญ่ที่สุดในธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็(Convenience store)-7-Eleven ได้เข้าซื้อเครือข่ายค้าปลีกขนาดใหญ่-Makro ในประเทศไทย(ปี2556) มาจนถึงต้นปี2558 กลุ่มทีซีซี ซื้อเครือข่ายBigC เข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกอย่างเต็มตัว   นอกจากให้ภาพการแข่งขันที่ดุเดือด ยังให้ภาพการเข้ามาของกลุ่มธุรกิจรายใหญ่  รวมทั้งกล่าวได้ว่าเป็นช่วงเวลาใหม่ธุรกิจค้าปลีกไทย โดยเฉพาะโมเดลหลัก-Hypermarket   จากเคยอยู่กำมือธุรกิจต่างชาติอย่างสิ้นเชิง ตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่าน ค่อยๆพลิกโฉมถ่ายโอน มาอยู่ในอำนาจธุรกิจใหญ่ไทย

ภาพที่ซ้อนและมีพลังมากขึ้นอีก  บทบาทธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่นอกจากเข้าถึงสังคมไทยกว้างมากขึ้น ลึกมากขึ้น  เชื่อกันว่าไม่เพียงสร้างโอกาส และสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับชุมชน ทั้งระบบการจ้างานและห่วงโช่วการค้าที่สร้างขึ้นแวดล้อมแล้วยังได้คุกคาม ทำลายค้าปลีกแบบเก่า โดยเฉพาะร้านโชว์ห่วย หรือ ตลาดสด ประเทศไทยเป็นหนึ่ง ในผู้นำธุรกิจค้าปลีกในตลาดอาเซี่ยนด้วยการนำเสนอรูปแบบร้านค้าปลีกที่ทันสมัย โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ที่ยังมีโอกาสเติบโตอยู่มากเนื่องจากการค้าปลีกรูปแบบเดิมยังคงครองส่วนแบ่งตลาดอยู่เพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น(รายงานประจำปี 2557บริษัทบิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ซึ่งขณะนั้นถือหุ้นใหญ่และบริหารอย่างเบ็ดเสร็จโดย เครือข่ายธุรกิจต่างชาติ) เชื่อกันว่าปัจจุบันบทบาทค้าปลีกสมัยใหม่จะมีมากกว่ารูปแบบเดิมมากแล้ว  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเครือข่ายทีทรงอิทธิพลตกอยู่ในกำมือธุรกิจใหญ่ ซึ่งมีธุรกิจสำคัญๆอื่นๆ สัมพันธ์กับสังคมผู้บริโภคไทยอย่างแนบแน่นมายาวนาน

เชื่อว่า ซีพีซึ่งมีเครือข่ายครบวงจร ผู้นำธุรกิจเกษตรกรรมและอาหาร ในฐานะมีผู้อำนาจที่สุดในตลาดซึ่งมีรายได้มากกว่า 2แสนล้านบาทต่อปี(ประเมินจากงบการเงินของบริษทซีพีเอฟ)และมีบริการระบบสื่อสารและมีเดียหลายรูปแบบ  ส่วนทีซีซี นอกจากเป็นผู้ควบคุมตลาดสุราขาวเบ็ดเสร็จในประเทศไทย ซึ่งยังถือว่าเป็นรายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทไทบเบฟเวอเรจด้วย เชื่อว่ามีมากกว่าแสนล้านบาท(ประเมินจากงบการเงินไทยเบฟเวอเรจ) ซึ่งยังขยายเครือข่ายสู่ธุรกิจอื่นๆอีกมาก

 ทั้งสองรายดำเนินยุทธศาสตร์  เข้าถึงผู้ผู้บริโภควงกว้างมากขึ้นๆอย่างมิพักสงสัย

อีกมิติหนึ่ง“ประเทศไทยเป็นหนึ่ง ในผู้นำธุรกิจค้าปลีกในตลาดอาเซี่ยนด้วยการนำเสนอรูปแบบร้านค้าปลีกที่ทันสมัย”(อ้างแล้วข้างต้น)บทสรุปข้างต้นสอดคล้องกับข้อมูลของทีซีซี  จากข้อมูลนำเสนอและแผนการธุรกิจใหม่ ต่อนักลงทุน (1Q16 Opportunity Day – Berli Jucker Public Company Limited — 2 June 2016)โดยบริษัทเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ กิจการในเครือทีซีซีในฐานะผู้ซื้อกิจการ ได้ให้ภาพธุรกิจค้าปลีกในอาเชียนไว้ ระบุบว่าผู้นำ(พิจารณาจากยอดขายปี 2558)อันดับ1และ2อยู่ในประเทศไทย คือซีพีออลล์(เจ้าของเครือข่าย 7-Eleven)และTesco Lotus   ส่วนBigCในประเทศไทยเมื่อรวมกับเบอร์ลี่ ยุคเกอร์จะกลายเป็นอันดับ3แซงหน้า Dairy Farm กิจการในเครือJardine Matheson Groupแห่งฮ่องกง ทั้งๆที่นำเครือข่ายในมาเลเซีย อินโดนิเชีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์มารวมกัน

ภาพดังกล่าวสะท้อนพลวัตรสังคมไทย กับแรงบันดาลใจ  แรงบีบคั้นบรรดาเครือข่ายธุรกิจใหญ่ไทย

ในสังคมไทย เครือข่ายค้าปลีกผนวกกับเครือข่ายธุรกิจใหญ่ กลายเป็นโมเมนตัมให้ขยายอิทธิพลมากขึ้น แรงปะทะกว้างขึ้นทั้งสังคมธุรกิจไทย แรงปะทะอันเปรี้ยงปร้าง ไม่อาจปรองดองกันได้ เป็นปรากฏการณ์ทั่วไปในสังคมธุรกิจไทย  ถือว่าเป็นวิวัฒนาการใหม่อันซับซ้อนขึ้น   จากเดิมโครงสร้างง่ายๆ ว่าด้วยการแบ่งพื้นที่ แบ่งประเภทธุรกิจ เป็นระบบจัดสรรผลประโยชน์ และโอกาสที่ลงตัว ของบรรดาผู้ทรงอิทธิพลซึ่งมีจำนวนไม่มากราย  แต่วันนี้ พื้นที่และโอกาส ไม่อาจจัดสรรด้วยระบบเดิม เป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว ต้องซ้อนทับและขัดแย้งกัน   จึงตามมาด้วยแรงปะทะสั่นสะเทือนไปทั่ว (ผมเคยอรรถาธิบายไว้เมื่อ 7 ปีที่แล้ว)

รวมทั้งสังคมวงกว้าง ผ่านปรากฏการณ์แรงปะทะกับตัวเล็กตัวน้อยซึ่งมีจำนวนมาก ไม่ว่า ผู้ประกอบการอาหารรายย่อยๆ หรือเครือข่ายร้านค้าสุรารายเล็กๆจนกลายเป็นแรงกระเพิ่อม สู่สังคมวงกว้างมากขึ้นๆตามลำดับ

แรงปะทะข้างต้นจะเป็นแรงบีบคั้นสำคัญ  ผนวกกับพลังธุรกิจค้าปลีกกับโอกาสที่เปิดกว้างขึ้น ย่อมส่งผลให้เครือข่ายค้าปลีกใหญ่ไทยเผชิญความท้าทายใหม่ ผลักดันไปเชื่อมโยงกับบริบทใหม่ ว่าด้วยความเป็นไปของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(Asean Economics Community หรือAEC) “ความสำเร็จของการรวมกลุ่มเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เมื่อวันที่31 ธันวาคม 2558 ช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนทั้งในและนอกภูมิภาค” ชาตรี โสภณพนิช ประธานใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวสรุป(อ้างไว้แล้วในตอนที่2  โปรดย้อนไปอ่านรายละเอียดอีกครั้ง)

ความจริงแล้วแผนการดังกล่าวปรากฏมาตั้งแต่ปี2556 กรณีดีลซีพี-Makro “ซีพี ออลล์” เตรียมพร้อมรับ AEC ซื้อกิจการ “แม็คโคร” หวังใช้เป็นช่องทางนำสินค้าSMEs และสินค้าเกษตรไทยลุยตลาดอาเซียน” ถ้อยแถลงในเวลานั้น(http://www.cpall.co.th 23 เมษายน 2556)

ขณะผ่านไป3ปี ยังอยู่ในขั้นเตรียมความพร้อมซึ่งถือว่าค่อนข้างนาน“ขณะเดียวกันก็เตรียมพร้อมจะขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียน..” (สารจากประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทสยามแมคโคร–http://www.siammakro.co.th/investor.php  กล่าวถึงแผนงานในปี 2559)  ขณะกลุ่มทีซีซีไม่รอช้า ต้นปี(มกราคม 2559)ที่ผ่านมาเปิดฉากเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกภูมิภาคอย่างเต็มตัวเป็นครั้งแรก โดยเข้าซื้อ METRO Vietnam (มีสาขาค้าส่งแบบบริการตนเองที่เรียกว่า Cash & Carry ด้วยเครือข่าย 19สาขา)

 ปี2560 ภาพธุรกิจค้าปลีกไทยซึ่งใหญ่ที่สุดนเออีซี จะชัดเจนมากขึ้นๆ

Advertisements

No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s